ผมเป็นอดีตนักข่าว นี่เป็นเรื่องที่ไม่ได้ลงตีพิมพ์ เคสที่ 2: คืนหนึ่งในเกลังบาห์รู

 


ฟังพอตคาสต์ 👇

เป็นที่รู้กันดีว่าสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ถ้ามองย้อนกลับไปสักยี่สิบหรือสามสิบปี คุณจะเห็นว่าประวัติของมันห่างไกลจากความเป็นประเทศแสนสะอาดและปลอดภัยมากนัก 

ชาวสิงคโปร์ที่อายุมากหน่อยอาจจะจำเหตุฆาตกรรมสยองที่เกิดขึ้นที่เกลังบาห์รูในปี 1979 ได้ เด็กสี่คนถูกแทงและฟันเสียชีวิตอย่างเหี้ยมโหดขณะที่พ่อแม่ของพวกเขาไม่อยู่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บล็อกเลขที่ 58 เกลังบาห์รู แม่ของเด็กทั้งสี่กลับมาพบศพลูกๆ ที่ถูกกองสุมทับกันอยู่ในห้องน้ำ คดีนี้ยังไม่คลี่คลายมาจนถึงทุกวันนี้

บ่ายวันหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวในปี 1999 จานิส อดีตบรรณาธิการของผมคิดว่าผมควรเขียนข่าวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมสยองนี้ในวันครบรอบ 20 ปีของคดี เธอให้เหตุผลว่ามันจะช่วยดึงความสนใจของคนในประเทศกลับมาที่คดี และอาจมีใครออกมาให้ข้อมูลใหม่ๆ ที่อาจช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนรูปคดีก็ได้

ประจวบเหมาะกับว่าในเดือนนั้นผมแทบไม่มีเรื่องให้เขียนอยู่พอดี ผมไม่มีทางเลือกอื่นเลยตกลงรับปากว่าจะเขียนบทความคดีฆาตกรรมดังกล่าว

“ไม่เอา ฉันอยากให้นายไปที่สถานที่เกิดเหตุและสัมภาษณ์คนแถวนั้น “จานิสพูดน้ำเสียงตื่นเต้น

“คุณอยากให้ผมไปที่สถานที่เกิดเหตุเองเลยเนี่ยนะ?” ผมถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“มันจะช่วยให้เราโดดเด่นกว่าหนังสือพิมพ์เจ้าอื่น ตอนนี้เรามีงบเยอะ ฉันเลยจัดการให้คุณได้นอนค้างที่แฟลตใกล้กับแฟลตที่เกิดเหตุคืนนึง บริษัทจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เพราะงั้นนายต้องเขียนเรื่องนี้ให้ดีเลยนะ!” จานิสกดดันไม่เลิก

จานิสบอกว่าผมจะต้องไปค้างคืนกับยายแก่ๆ คนหนึ่งที่อาศัยลำพังอยู่ที่แฟลตหมายเลข 450 ชั้น 4 ซึ่งเป็นแฟลตที่อยู่ห่างจากแฟลตที่เกิดเหตุ (หมายเลข 444 ชั้น 4) ประมาณสองสามแฟลต ผมเดินทางกลับบ้านแล้วแพคกระเป๋า มีเสื้อผ้าสองสามชุด ของใช้ส่วนตัว และกล้องตัวใหม่ จากนั้นโดดขึ้นรถไฟ MRT 

กว่าจะมาถึงสถานีเกลัง แสงอาทิตย์สุดท้ายก็หลบหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว โคมไฟถนนโซเดียมกะพริบติดสาดแสงสีเหลืองสบายตาบนถนนว่างเปล่า โดยรวมแล้ว ที่นี่เป็นย่านเงียบสงบดูไม่มีพิษภัยและไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ เหมือนกันกับแฟลต HDB อื่นๆ ผมเดินเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง มันเป็นการเดินเอื่อยๆ ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ 

จนกระทั่งผมเดินมาถึงถนนด้านข้างที่นำไปสู่พื้นที่วงกลมเล็กๆ ของแฟลต HDB ซึ่งเป็นที่ตั้งของบล็อก 58 ในความมืดมิด ผมไม่ทันเห็นกระถางธูปสีแดงเล็กๆ ริมทางเท้า เลยเผลอไปเตะเข้าเต็มๆ ขณะกำลังเดินเลี้ยวโค้ง กระถางธูปพลิกคว่ำและผงขี้เถ้าสีดำฟุ้งกระจายเต็มพื้น ผมพึมพำกล่าวขอโทษแล้วรีบเดินเลี่ยงก่อนมุ่งหน้าไปยังบล็อก 58

ผมยู่จมูกตอนเดินเข้าลิฟท์โทรมๆ มันมีกลิ่นเหม็นเหมือนมีใครมาฉี่ทิ้งไว้ และผมแน่ใจว่ากลิ่นต้องมาจากไอ้แอ่งน้ำสีเหลืองเล็กๆ ที่มุมลิฟท์นั่นแน่ ผมรีบหันหลังกลับกะจะใช้บันไดแทน แต่ประตูดันปิดเสียก่อน 

ผมรีบกดปุ่มเปิดประตู แต่อยู่ๆ ไฟที่ปุ่มลิฟท์ชั้น 4 ดันติดแทน

“อะไรกันวะเนี่ย” ผมพูดงงๆ ลิฟท์สะดุดแรงๆ ทีหนึ่งก่อนเริ่มไต่ขึ้นชั้นบน

ชั้นสี่…

ประตูเหล็กขึ้นสนิมดังส่งเสียงดังขณะเลื่อนเปิดออก ผมกำกระเป๋าสัมภาระอย่างลังเลก่อนก้าวออกไปที่ทางเดินสลัว โถงลิฟต์อยู่สุดทางเดิน ดังนั้นจากจุดผมยืนจะมองเห็นตลอดทางเดินทั้งหมด หลอดฟลูออเรสเซนต์ถูกจัดวางอย่างไม่เป็นระเบียบ ทำให้ทางเดินบางส่วนสว่างและบางส่วนมืดมิดมองแทบไม่เห็น

ผมเหลือบมองยูนิตแรก #04-440 ตอนเดินผ่าน บานเกล็ดหน้าต่างกระจกฝ้าถูกปิดทั้งหมด หน้าประตูมีโฆษณาและแผ่นพับเป็นกองเลื่อนกระจัดกระจาย ดูเหมือนไม่มีใครอยู่ที่แฟลตนี้

ต่อมาเป็นแฟลตหมายเลข 442 ตอนเดินผ่านผมได้ยินเสียงรายงานข่าวจากทีวีเบาๆ ดังมาจากหลังบานประตู แต่หน้าต่างด้านหน้าปิดสนิทเหมือนกันกับแฟลตแรก

อยู่ๆ ทางเดินเกิดมืดลงมากตอนผมเดินเข้าใกล้ยูนิตถัดไป ดูเหมือนหลอดไฟเหนือหัวจะเก่ามากจนเหลือแค่แสงสีแดงเล็กๆ ที่ปลายหลอด สีที่ประตูหน้าหลุดลอกไม่มีชิ้นดีเพราะไม่มีใครดูแล และบานเกล็ดหน้าต่างบางส่วนแตกเผยให้เห็นแฟลตถูกทิ้งร้างในแสงสลัวด้านใน ถึงไม่เหลือบไปมองแผ่นป้ายเหล็กขึ้นสนิมที่ประตูก็รู้ ว่านี่คือยูนิตไหน

แฟลตหมายเลข 444

ยิ่งผมมองดูภายในที่มืดสนิทผ่านช่องว่างในหน้าต่างนานเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกถึงความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจมากขึ้นเท่านั้น ผมส่ายหัว พยายามลบล้างความคิดของตัวเองก่อนหันมองที่พื้นตรงหน้าแล้วเร่งฝีเท้าให้เดินผ่านแฟลตหมายเลข 444 ให้เร็วขึ้น

พอมาถึงแฟลตยูนิต 446 ผมเห็นว่ามันว่างด้วยเหมือนกันพร้อมป้าย “ขายหรือให้เช่า” ติดอยู่หน้าประตู ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงแฟลตหมายเลข 448 ซึ่งมีเสียงเด็กจอแจ ฟังดูเหมือนมีครอบครัวอาศัยอยู่ ผมถอนใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็มีแฟลตที่ปกติธรรมดาอยู่ที่นี่บ้างละนะ

ผมมาหยุดอยู่ที่ยูนิตหัวมุมที่สุดทางเดิน หมายเลข “5” บนป้ายโลหะหน้าห้องหายไป ทำให้เห็นเป็น “4 0” แทน และในเมื่อมันเป็นยูนิตหัวมุมทำให้ไม่มีหน้าต่างที่ส่วนหน้า ผมเลยบอกไม่ได้ว่ามีคนอยู่ข้างในหรือเปล่า ผมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ จากนั้นเคาะประตู

“รอเดี๋ยว!” เสียงแหบพร่าดังมาจากด้านในพร้อมเสียงฝีเท้าหนักๆ จากนั้นลูกบิดประตูหมุนก่อนประตูแง้มเปิด

“อ้อ มาถึงแล้วเหรอ?” หญิงสูงอายุยิ้มไร้ฟัน “มา.. เข้ามาข้างในก่อน”

ผมโค้งทักทายก่อนเดินผ่านประตูเข้ามา คุณยายปิดประตูตามหลังผมแล้วล็อก

ผมมองไปรอบๆ ห้องรับแขกขนาดเล็กๆ ว่างโล่ง โคมไฟตั้งโต๊ะวางอยู่บนโทรทัศน์ CRT แบบเก่าให้แสงเรืองรองที่อบอุ่นและเป็นกันเอง หน้าทีวีเป็นเก้าอี้ไม้และโต๊ะกาแฟกลมเล็กๆ ทางเดินด้านหลังนำไปสู่ห้องนอนสองห้องที่หันหน้าเข้าหากัน ทางขวามือเป็นห้องครัวและห้องน้ำ

“กินอะไรมาหรือยังล่ะ?” คุณยายถามขณะเดินไปทางห้องครัว ผมพยักหน้า แต่คุณยายก็ยังเดินออกมาจากครัวพร้อมจานแตงโมในมือ “กินหน่อยนะ”

ผมหยิบไม้จิ้มฟันจากมือเหี่ยวย่นแล้วจิ้มแตงโมใส่ปาก

“ห้องนอนเธออยู่ทางขวานั่นนะ” คุณยายชี้ไปที่ทางเดิน “ฉันทำความสะอาดห้องให้บ้างแล้ว แต่ถ้ามีอะไรไม่พอใจละก็บอกได้เลย”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมพึมพำ ใจไม่อยากรบกวนคนแก่

“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?” คุณยายถามเรื่อยๆ

“อ๋อ ผมเป็นนักข่าวน่ะครับ ผมมาเขียนข่าวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อยี่สิบปีก่อน”

หญิงชราพยักหน้าช้าๆ “แต่มันจะไม่เป็นการเสียเวลาเหรอที่มาถึงที่นี่น่ะ?”

ผมฟังแล้วก็งงเลยถาม “หมายความว่ายังไงเหรอครับยาย?”

“อ้าว.. ตอนมาไม่เห็นหรือไง?” หญิงชราชี้มือไปทางประตู “ยูนิตที่เกิดเหตุน่ะ..มันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

“ฮะ.. ผมเพิ่งเดินผ่านมันมาเมื่อกี้เองครับ” ผมหัวเราะ

หญิงชราตัวแข็งทื่อ ตาจ้องตาผมเขม็ง “เป็นไปไม่ได้ ก็พวกเขาปิดตายยูนิตนั่นแล้วโบกปูนทับเมื่อหลายปีก่อน”

“ยาย.. อย่าล้อเล่นน่า” ผมพูดยิ้มๆ

หญิงชราเดินไปที่ประตู ปลดล็อกแล้วดึงมันเปิด “ออกไปดูอีกทีไป”

ผมสับสนกับพฤติกรรมของยาย แต่ยังไงซะผมก็ต้องนอนค้างที่บ้านเธอคืนนี้ เลยตัดสินใจเล่นไปตามน้ำ “ได้เลย.. ได้เลยครับผม”

ผมเดินผ่านยูนิต 448 ที่มีเสียงจอแจ จากนั้นยูนิต 446 ที่ว่างเปล่า “เห็นมั้ยฮะ.. นี่ไงยูนิต 44….”

ผมพูดไม่จบประโยค ตาจ้องไปที่ผนังปูนว่างโล่งตรงกลางระหว่างยูนิต 446 และ 442

ไม่มียูนิต 444 อยู่ตรงนั้น…


(โปรดติดตามตอนต่อไป…)

อ่านตอนที่ 2 ที่นี่

***********************



😍😍Special thanks to Killmonger_v1, the author of the original story. You are awesome!



แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น