บ้านผมมีกฎข้อเดียว: ห้ามแสดงออกว่ามีแม่อยู่ในบ้าน"

แต่งโดย: gamalfrank
แปลโดย: ณ เสียงฝน (Tales Corner)

บ้านผมมีกฎข้อเดียว: ห้ามแสดงออกว่ามีแม่อยู่ในบ้าน"

ผมต้องเริ่มเล่าตั้งแต่แรก ต้องพยายามทำความเข้าใจกับมันให้ได้มากที่สุด เพื่อตัวผมเอง..

ตั้งแต่จำความได้ ชีวิตผมถูกกำหนดด้วยกฎเพียงข้อเดียวเท่านั้น กฎที่ไม่มีใครพูดถึง ไม่เคยถูกเขียนลงกระดาษ ไม่เคยมีคำอธิบาย มันเป็นกฎที่ผมเรียนรู้จากการถูกลงโทษด้วยความเงียบ ด้วยสายตาดุดันของพ่อ ด้วยบรรยากาศตรึงเครียดที่หนักอึ้งจนแทบจะสัมผัสได้ กฎง่ายๆ หนึ่งข้อ..
"ห้ามแสดงออกว่ามีแม่อยู่ในบ้าน"

แม่เป็นแม่ผม อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับผม มีตัวตนจริงสัมผัสได้จริงเหมือนโต๊ะกินข้าวที่พวกเรานั่งกินข้าวกันทุกวัน เหมือนบันไดที่ผมใช้เดินขึ้นไปที่ห้องนอนชั้นบนทุกคืน แต่สำหรับพ่อผมแล้ว แม่เปรียบเสมือนวิญญาณที่พวกเราตกลงกันว่าไม่มีตัวตน

ทุกเช้า ตอนผมลงมากินข้าว แม่จะยืนอยู่หน้าเตา สวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้หันมายิ้มให้ผม มันเป็นยิ้มที่แสนเศร้าเสมอ ในแบบที่ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม 
"ตื่นแล้วเหรอลูก" แม่ทักด้วยเสียงเล็กๆ เหมือนเสียงใบไม้แกว่งไกวบนกิ่งไม้

และทุกครั้งผมจะมองผ่านแม่ไปที่หม้อต้มกาแฟบนเคาน์เตอร์ข้างหลัง เดินไปเปิดตู้ หยิบถ้วยมาทำซีเรียลใส่นมเอง แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร พ่อผมจะนั่งอยู่ที่นั่นแล้วพร้อมหนังสือพิมพ์ในมือ แม่จะถอนใจเบาๆ แล้วเอาจานใบที่สามมาวางระหว่างผมกับพ่อ ในจานมักมีไข่คนหรือไม่ก็แพนเค้กที่ทำอย่างสุดฝีมือ จานที่ไม่มีใครแตะต้องและถูกปล่อยทิ้งให้เย็นชืดคาโต๊ะ

ผมกับพ่อจะกินมื้อเช้ากันเงียบๆ มีเพียงเสียงช้อนขูดจานชามเซรามิคและเสียงพ่อพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่มีใครสนใจมองจานใบนั้น มันเป็นหลักฐานของความไม่ใยดีของเรา แม่จะนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น กุมสองมือบนตักเข้าด้วยกัน มองดูพวกเรากิน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวังและความเศร้าใจ 

บางครั้งแม่จะพยายามชวนคุย..

"ฟ้าครึ้มจัง ดูเหมือนวันนี้ฝนจะตกนะลูก" เสียงแม่สั่นนิดๆ "เอาร่มไปโรงเรียนด้วยนะ"

พ่อผมพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ เสียงกระดาษกรอบแกรบฟังดูดุดันในห้องที่เงียบสงัด ผมพยายามเคี้ยวซีเรียลกรอบเสียงดังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง ไม่นาน แม่จะนั่งเงียบ ความหวังหายวับไป เหลือไว้เพียงความเศร้าอันลึกซึ้งบนใบหน้า

ส่วนมื้อค่ำก็เหมือนกัน แม่จะทำอาหารสุดฝีมือ กลิ่นหอมกรุ่นของไก่อบและขนมปังโฮมเมดอบอวลทั่วบ้าน แม่จัดจานสามใบบนโต๊ะอาหารพร้อมกระดาษเช็ดมือ พ่อกับผมลงนั่งที่โต๊ะและแม่จะตักอาหารเสิร์ฟ จากนั้นแม่จะมานั่งที่โต๊ะ เสิร์ฟตัวเองและพยายามชวนคุย

"ที่ทำงานเป็นยังไงบ้างคะคุณ?" แม่ถามพ่อ

พ่อกระแอมพลางหั่นชิ้นเนื้อตรงหน้าอย่างขะมักเขม้น 

แม่หันมาทางผม "แล้วโรงเรียนล่ะ วันนี้มีสอบหรือเปล่า?" 

ผมจะพึมพำอะไรไปเรื่อยเปื่อย ตาจ้องจานตรงหน้าแล้วตักอาหารใส่ปากจะได้ไม่ต้องพูด

มันเป็นกิจวัตรที่แสนจะอึดอัด การต้องแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแม่ทำเอาผมเครียด ทุกๆ วันคือการแสดงโชว์ว่าในบ้านนี้มีแค่ผมกับพ่อ ไม่มีแม่อยู่ ผมเติบโตมาในบ้านที่มีคนสามคน แต่ถูกสอนมาให้ปฏิบัติตัวเหมือนมีคนแค่สองคน

ผมทำตามกฎมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เด็กๆ มักจะยอมรับความแปลกประหลาดได้ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติเพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขารู้และถูกสอนมา พระอาทิตย์ขึ้นแล้วลง ท้องฟ้าสีฟ้า และอย่าพูดกับแม่ มันเคยเป็นแค่ความจริงของชีวิต ผมเรียนรู้ที่จะมองเลยแม่ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเหมือนแม่ไม่มีตัวตนจนกลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของพื้นหลัง เหมือนสีบนผนังบ้าน

แต่พออายุมากขึ้น จากเด็กวัยรุ่นจนตอนนี้อายุยี่สิบต้นๆ การยอมรับในกฎข้อนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ตอนแรกมันเปลี่ยนเป็นความสับสน จากนั้นมันกลับกลายเป็น 'ความรู้สึกผิด'..

ผมเริ่มมองดูแม่ มองเห็นริ้วรอยรอบดวงตาเศร้าหมอง ผมเห็นแม่ไหล่ตกตอนผมและพ่อไม่แม้แต่จะมองเธอ ผมเห็นแม่วางมือที่หลังพนักเก้าอี้ที่พ่อนั่งตอนเดินผ่าน ความโหยหาความรักที่ไม่เคยได้รับ ผมเห็นผู้หญิงแสนโดดเดี่ยวตัวคนเดียวติดอยู่ในกรงขังที่เรียกว่า "บ้าน"

ผมเริ่มมองพ่อในอีกมุมหนึ่ง ชายเงียบขรึมที่ครั้งหนึ่งผมเคยมองว่าเป็นผู้ปกป้องของผม ตอนนี้เริ่มดูเหมือนผู้ร้ายในหนัง กฎของพ่อไร้เหตุผล เย็นชา มันเป็นการลงโทษทางใจที่แสนสาหัส แม่เคยไปทำอะไรให้พ่อกันถึงต้องถูกขนาดนี้? แม่เคยมีชู้หรือไง? หรือเคยทำอะไรร้ายแรงตอนผมยังเด็กจำอะไรไม่ได้? 

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม การลงโทษของพ่อดูจะเกินจำเป็นมากไป มันเป็นการทรมานทางใจที่เลือดเย็น และเขาบังคับให้ผมร่วมมือด้วย

ผมเริ่มไม่พอใจพ่อมากขึ้นทุกที ความเกลียดให้ความรู้สึกเหมือนแรงดันข้างในซี่โครง ผมเริ่มนอนไม่หลับ ทุกคืนตอนนอนนิ่งๆ บนเตียงจะได้ยินเสียงแม่ร้องไห้เบาๆ ดังมาจากห้องนอนพ่อกับแม่ มันเบามากๆ ราวกับว่าแม่พยายามร้องเงียบๆ จะได้ไม่รบกวนใคร และนั่นทำผมเศร้าเอามากๆ พ่อผมที่นอนอยู่ข้างแม่ทุกคืน ได้ยินเสียงแม่ร้องไห้แล้วไม่ทำอะไรเลยได้ยังไง? เป็นสามีประเภทไหน ทำไมใจดำได้ขนาดนี้?

ผมเริ่มมองว่าพ่อเป็นพวกโรคจิตที่เกลียดผู้หญิง พวกบ้าอำนาจ พ่อลบแม่ออกจากชีวิตเรา ไม่ยอมให้แม่ได้มีตัวตน ได้ออกความเห็นอะไรในบ้านหลังนี้ที่เป็นบ้านของแม่เอง และตลอดมาผมช่วยพ่อ ผมทำตามกฎบ้าๆ นั่นราวกับคนตาบอดโดยไม่ได้ใช้สมองไตร่ตรองให้ดี

จุดแตกหักมาถึงเมื่อวันอังคารที่แล้ว มันเป็นวันฝนตกที่ท้องฟ้าอึมครึม ตอนนั้นผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น แม่เดินเข้ามาแล้วไปยืนอยู่ที่หน้าต่างมองดูหยาดฝนบนกระจก แม่ไม่ได้พยายามพูดกับผม แค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองดูโลกข้างนอกที่ทั้งที่แม่เป็นส่วนหนึ่งของมันหากแต่ไม่อาจแตะต้องมันได้

แม่เริ่มฮัมเพลงเศร้า มันเป็นเพลงคุ้นเคยที่ผมพอจำได้ลางๆ ราวกับความฝันที่จำได้แค่ครึ่งเดียวเมื่อลืมตาตื่น ผมรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกที่คอ ตามองภาพสะท้อนของแม่บนกระจกหน้าต่าง ร่างโปร่งแสงบนภาพต้นไม้ไหวในสายลมกรรโชกข้างนอก ไหล่ของแม่สั่นนิดๆ แทบมองไม่เห็น..

แม่ร้องไห้อีกแล้ว..

อกผมเหมือนเขื่อนกั้นน้ำระเบิด ความรู้สึกผิด ความสงสารแม่ และความรักของแม่ที่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับตลอดหลายปีทีผ่านมา ทั้งหมดไหลบ่าออกมาอย่างไร้การควบคุม สิ่งที่ผมและพ่อทำกับแม่มันผิด ทุกอย่างมันผิดอย่างร้ายแรง ผมไม่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของความผิดพลาดนี้อีกต่อไปแล้ว

ผมรอ.. รอจนกระทั่งได้ยินเสียงรถพ่อขับออกไปร้านขายเครื่องมือช่างอย่างที่เคยทำทุกอาทิตย์ มันเป็นสิ่งที่พ่อชอบทำ ออกไปซื้อของข้างนอก ให้เวลากับตัวเองสักสองสามชั่วโมง ทั้งบ้านเงียบสงัดแปลกๆ ราวกับว่าบ้านหลังนี้ว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ แต่มันไม่ได้ว่างเปล่า แม่ผมอยู่บ้าน..

ผมหาแม่เจอที่ครัว กำลังยืนล้างจานอยู่เงียบๆ หันหลังให้ผม ใจผมเต้นรัวเร็วจนผมคิดว่าแม่ต้องได้ยินเสียงใจผมเต้นแน่ๆ ปากคอผมแห้งผากไปหมด รู้สึกเหมือนกำลังจะทำผิดกฎฟิสิกส์ เหมือนกับว่าจักรวาลเองจะแตกร้าวถ้าผมเปิดปากพูด

ผมสูดหายใจลึก

"แม่.."

คำว่า "แม่" รู้สึกแปลกชอบกลในปาก

แม่ชะงักค้าง มือที่ยังจมอยู่ใต้น้ำสบู่ในอ่างล้างจานหยุดคาอยู่กับที่ ความเงียบที่ตามมาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งยากจะอธิบายเกินกว่าความเงียบใดๆ ในบ้านที่ผมเคยประสบมา แม่หันมองผมช้าๆ
สีหน้าแม่บ่งบอกความเหลือเชื่อ ดวงตาเบิกโตน้ำตารื้นจ้องตาผม แม่มองผมเหมือนกำลังมองปาติหาริย์บางอย่างเกิดขึ้นตรงหน้า ปากอ้าค้างแต่ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา สีหน้าของแม่ค่อยๆ เปลี่ยนจากช็อกเป็นรอยยิ้มเปล่งประกายความยินดียิ่งนัก

"ลูก.. ลูกมองเห็นแม่.." แม่กระซิบเสียงสั่นเครือ หยดน้ำตาไหลอาบแก้ม "โอ้ลูกรัก ในที่สุดลูกก็มองเห็นแม่" 

คำพูดของแม่ทำผมสับสน มันฟังดูแปลกพิกล ไม่เข้ากันกับสถานการณ์ตอนนี้ ผมก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด

"แม่หมายความว่าไง.." ผมถามน้ำเสียงไม่แน่ใจ "ผมเห็นแม่ตลอด เห็นทุกวัน"

คิ้วแม่ขมวดมุ่นแต่รอยยิ้มยังระบายบนใบหน้าราวกับว่าไม่อยากละทิ้งรอยยิ้มนั้น "แต่.. ลูกไม่เคย.. ลูกไม่เคยมองแม่ ไม่เคยพูดกับแม่เลย"

"พ่อ" ผมพูด คำว่า 'พ่อ' รสชาติเหมือนยาพิษในปาก "พ่อห้ามไม่ให้ผมพูดกับแม่ มันเป็นกฎ ตอนนั้นผมยังเด็ก ผมกลัว ไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่ตอนนี้ผมไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่พ่อทำกับแม่ไม่ถูกต้อง"

ความเข้าใจปรากฎบนใบหน้าของแม่ตามด้วยเงาแห่งความเศร้าใจที่ผมคุ้นตา แม่ยื่นมือมากุมมือผม มือของแม่เย็นเฉียบ

"พ่อของลูก.." แม่เริ่มพูด จากนั้นส่ายหน้า "มันยากสำหรับพ่อเขาน่ะ เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุด แต่ตอนนี้ทุกอย่างจะดีขึ้นแล้ว ไม่เป็นไรแล้วนะ เราสองคนจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับระหว่างเรานะลูก"

ผมพยักหน้า รู้สึกตื้นตันในอก ความโล่งใจถาโถมเข้ามาราวกับว่าหลายปีที่ผ่านมาผมกลั้นหายใจเอาไว้ และในที่สุดตอนนี้ได้ปล่อยลมหายใจออกมาเสียที ผมกับแม่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยกัน จับมือกันเงียบๆ ในครัว แม่บอกว่ารักผมมากแค่ไหน ว่าเฝ้าดูผมเติบโตมาตลอดและภูมิใจเหลือเกินที่ผมโตมาเป็นคนมีความรับผิดชอบ แม่ถามผมเรื่องมหาลัย เรื่องเพื่อน เรื่องราวชีวิตผม มันเป็นยามเย็นที่เต็มไปด้วยคำถาม หลายปีแห่งความรักเงียบที่เปี่ยมล้นของแม่

พวกเราคุยกันจนกระทั่งได้ยินเสียงล้อรถพ่อบดถนนลาดยางหน้าบ้าน ผมกับแม่ตระหนก แม่บีบมือผมเป็นครั้งสุดท้ายแล้วยิ้ม "ความลับของเรา" แม่กระซิบ แล้วหันกลับไปล้างจานต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมกระโดดออกจากครัวใจเต้นเร็วแรง ก่อนวิ่งกลับห้องนอนตอนประตูหน้าบ้านเปิด เย็นวันนั้นผ่านไปด้วยความเงียบน่าอึดอัดเหมือนทุกวัน แต่คราวนี้มันให้ความรู้สึกที่แปลกไป มันมี "ความลับ" ปนอยู่ด้วย ตอนแม่มองผมจากฝั่งตรงข้ามที่โต๊ะอาหาร ผมเห็นแสงแห่งความหวังวิบวับในดวงตาแม่ มันเป็นสิ่งที่เราสองคนรับรู้ร่วมกัน นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกเหมือนมีคนที่เข้าใจผมอยู่ในบ้าน

ผมกับแม่คุยกันลับๆ ต่ออีกประมาณสองสามวันต่อมา ทุกครั้งที่พ่อไม่อยู่บ้านเราจะนั่งคุยกัน ตอนนี้ผมรู้ว่าหนังสือโปรดของแม่คือเล่มไหน เพลงที่แม่ชอบฟัง สถานที่ที่แม่ฝันอยากจะไป แม่เป็นคนสดใส ฉลาด และมีอารมณ์ขัน แม่มีตัวตน ตัวตนที่พ่อผมพยายามปิดกั้นและกลบฝังดิน 

ผมโกรธแค้นพ่อมากขึ้นทุกวัน พ่อผมเป็นปีศาจร้ายที่แย่งแม่ไปจากผม ผมเริ่มคิดถึงสิ่งที่ควรทำ จะเผชิญหน้าพ่อดีไหมนะ? หรือผมควรพาแม่หนีไปด้วยกันแล้วทิ้งพ่อไว้ลำพังดี? ผมรู้สึกอยากปกป้องแม่ จะไม่ปล่อยให้พ่อทำร้ายแม่อีกต่อไปแล้ว

และเช้าเมื่อวาน..

ผมตื่นมาพบบ้านเงียบสงัด เงียบเกินไป ไม่มีกลิ่นกาแฟหอมๆ ไม่มีเสียงวิทยุถ่ายทอดข่าวจากห้องครัว ผมนอนรอสักพัก แต่ความเงียบยังคงอยู่ มันทำเอาผมเริ่มกลัว

ผมตัดสินใจเดินลงไปข้างล่าง ห้องครัวว่างเปล่า หม้อต้มกาแฟเย็นชืด หนังสือพิมพ์ของวันนี้ยังวางอยู่หน้าบ้าน ความรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ เย็นวาบลงสันหลัง ผมเช็กทั้งบ้านและมันว่างเปล่า

ผมเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องพ่อกับแม่ ไม่มีเสียงตอบ ผมผลักประตูเปิด ทั้งห้องว่างเปล่า เตียงนอนถูกจัดอย่างเรียบร้อย ประตูตู้เสื้อผ้าด้านพ่อผมเปิดอ้าอยู่ มีเสื้อผ้าพ่อแขวนอยู่ตามเดิม ทุกอย่างดูปกติดี แต่การที่พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านให้ความรู้สึกแปลกน่าขนลุก

ผมเริ่มตระหนกวิ่งไปเช็กที่จอดรถ รถพ่อไม่อยู่ ความคิดแรกคือพ่ออาจจะออกไปทำงานเช้ากว่าปกติ แต่พ่อไม่เคยออกไปไหนโดยไม่บอกผมก่อน แล้วแม่ผมไปไหน? พ่อพาแม่ไปไหนหรือเปล่า? ผมเริ่มกลัว หรือว่าพ่อรู้ความลับระหว่างผมกับแม่?

ผมโทรเข้ามือถือพ่อเป็นสิบครั้ง มันไปจบที่บริการฝากข้อความทุกครั้ง ผมโทรเข้าออฟฟิศพ่อ แต่เลขาบอกว่าวันนี้พ่อยังไม่ได้เข้ามาทำงาน ซึ่งพ่อไม่เคยเข้างานสายมาก่อนเลย ผมไม่รู้จะตามแม่ยังไง แม่ไม่มีมือถือ ไม่มีเพื่อนที่ไหน ทั้งโลกของแม่คือบ้านหลังนี้

ตกเย็นผมแทบคลั่ง เดินวนกลับไปกลับมาอยู่ในห้อง ความเงียบของบ้านหนาหนัก พ่อทำร้ายแม่หรือเปล่า? เขาพาแม่ไปทำโทษที่ไหนสักแห่งข้างนอกหรือเปล่านะ? ความคิดดำมืดของความเป็นไปได้วิ่งวนในหัว ผมต้องทำอะไรสักอย่าง 

ผมกลับไปที่ห้องพ่อกับแม่ รู้สึกเหมือนผมบุกรุกความเป็นส่วนตัวยังไงไม่รู้แต่ไม่มีทางเลือกอื่น ผมเปิดดูลิ้นชัก ก้มดูใต้เตียง ในตู้เสื้อผ้า ไม่เจออะไรสักอย่าง 

นั่นเป็นตอนที่ผมเห็นหีบไม้เล็กๆ หลังแถวรองเท้าของพ่อในตู้เสื้อผ้า ผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน มือผมสั่นเทิ้มตอนยกฝาเปิดดู

ข้างในเป็นกองสมุดบันทึกหลายเล่ม ทุกเล่มมีปกหนังสีดำเหมือนกันแบบเดียวกันกับที่พ่อใช้ทำงาน ผมดึงเล่มบนสุดออกมาดู มันมีลายมือเป็นระเบียบของพ่อเขียนอยู่เต็มหน้ากระดาษ หน้าแรกลงวันที่กว่าสิบห้าปีก่อน

ผมลงนั่งที่มุมเตียง ได้กลิ่นโคโลญอ่อนๆ ของพ่อจากหมอน ผมเริ่มอ่าน
..

"12 ตุลาคม

ปีนึงผ่านไปแล้วตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งนั้น ทั้งบ้านให้ความรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน เหมือนเปลือก.. ที่ข้างในไม่มีอะไร ผมมองลูกและผมเห็นดวงตาของเธอ และความเจ็บปวดช่างสดใหม่ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาเพิ่งสามขวบ ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ เขาถามหาแม่ ผมจะอธิบายให้เด็กสามขวบเข้าใจได้ยังไงว่าแม่ของเขาไม่มีวันจะกลับมาหาเขาอีกแล้ว? รายงานตำรวจลงไว้ว่าเป็นอุบัติเหตุประหลาดน่าสลด สายไฟในพายุรุนแรง เราอยู่ผิดที่ผิดเวลา แต่สำหรับผมมันให้ความรู้สึกเหมือนขโมย โลกนี้ขโมยเธอไปจากผมและลูก"

ใจผมหายวาบ ผมอ่านบันทึกซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง อุบัติเหตุ? แม่ตายเหรอ? ไม่.. เป็นไปไม่ได้ ผมเพิ่งคุยกับแม่เมื่อวาน กุมมือแม่.. บันทึกนี่มันผิดพลาดแน่ๆ แต่นี่มันลายมือพ่อผม.. ห้องพ่อผม.. 

ผมอ่านต่อด้วยความรู้สึกปวดมวนท้อง..

"3 พฤษภาคม (สองปีต่อมา)

อีกแล้ว วันนี้ลูกผมนั่งเล่นต่ออิฐในห้องนั่งเล่นแล้วเขาหยุดก่อนชี้ไปที่ครัว พูดว่า "แม่กำลังทำคุกกี้" แน่ละ
ผมเดินไปเช็กในครัว แต่มันว่างเปล่า ผมบอกลูกว่าแม่เขาอยู่บนสวรรค์ แต่เขาส่ายหน้า "ไม่ แม่อยู่ตรงนั้นไง" เขาพูด บอกว่าแม่สวมชุดเดรสสีเหลือง ชุดที่เธอสวมวันฝัง ผมรู้สึกหนาวขึ้นมาเฉยๆ และรู้ว่าไม่ใช่เพราะอุณหภูมิห้อง เขาอายุห้าขวบ คงจินตนาการสูง ไม่มีอะไรหรอก

28 พฤษภาคม

มันไม่ใช่จินตนาการ เดี๋ยวนี้เขาคุยกับเธอทุกวัน ผมเริ่มเห็น.. เงา อะไรบางอย่างวูบผ่านที่หางตาตอนลูกบอกว่าเธอเดินผ่าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเธอลอยมาแตะจมูก เมื่อเช้า ผมอยู่ที่ห้องนั่งเล่นและลูกอยู่ในห้องนอนคุยกับใครก็ไม่รู้ไม่หยุดเลย พอถามว่าคุยกับใคร เขาบอก "แม่.. แม่ร้องเพลงให้หนูฟัง" นั่นเป็นตอนที่ผมได้ยิน.. เสียงเพลงกล่อมเด็กแผ่วเบาผ่านประตูออกมา เพลงเดียวกับที่เธอเคยร้องกล่อมเขา.. ผมเกือบอ้วกออกมา"

15 มิถุนายน

วันนี้ผมเผชิญหน้ากับมัน ลูกผมนั่งบนโซฟาคุยกับพื้นที่ว่างเปล่าข้างๆ เขา ผมยืนที่ประตูทางเข้าแล้วเรียกชื่อเธอ ถามเธอว่าต้องการอะไร ลูกมองผมตาโตด้วยความหวาดกลัว อากาศในห้องหนักอึ้ง เย็นยะเยือก ผมรู้สึกถึงแรงกดดันในหู รู้สึกได้ถึงความมุ่งร้าย เคียดแค้นและเกลียดชังรุนแรงพุ่งตรงมาที่ผม ผมเพ่งมองไปที่จุดที่ลูกผมมอง และเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ผมเห็นมัน มันดูเหมือนเธอ มันเสียงเหมือนเธอ แต่ดวงตาของมันเป็นหลุมดำสนิม ว่างเปล่า เก่าแก่และผิดเพี้ยน "มัน" ไม่ใช่เมียผม เมียผมจากไปแล้ว สิ่งนี้เป็นอย่างอื่น มันเป็นกาฝากสวมหน้ากากเมียผม"

ผมหายใจขัด คลื่นไส้ พ่อผมเสียสติไปแล้ว คงคิดถึงแม่จนบ้าไปแล้ว นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ฟังขึ้น.. ผมกำสมุดบันทึกในมือแน่นจนข้อนิ้วซีด

"1 มิถุนายน

ผมพยายามทุกทางแล้ว บาทหลวง หมอผี คนทรงเจ้า บ้างก็คิดว่าผมบ้า บ้างก็รีบออกจากบ้านผมเนื้อตัวสั่นเทาใบหน้าซีดเผือด บอกผมว่าพวกเขาช่วยผมไม่ได้ มีคนหนึ่งบอกว่ามันเป็น "ตัวปลอม" เป็นแค่เงาลางๆ มันเกาะติดความโศกเศร้า ความโหยหาแม่ของลูกผม และดูเหมือนมันจะไม่มีวันจากไปไหน ถึงผมกับลูกจะย้ายไปจากที่นี่ มันก็จะตามไปด้วยทุกที่ เขาบอกว่าไม่มีทางแก้ที่เด็ดขาด แต่สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้คือเราไม่ควรให้สิ่งที่มันต้องการ นั่นคือการแสดงออกว่ามันมีตัวตน การไปให้ความสนใจกับมัน สำหรับตัวปลอมพวกนี้ "ความสนใจ" คือพลังอำนาจ ยิ่งเราให้ มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันจะเกาะติดลูกผม และจะทำลายชีวิตเขาในที่สุด

ดังนั้น ผมวางแผนไว้แล้ว มันเป็นแผนที่โหดร้าย มันจะทำให้ลูกเกลียดผม แผนนี้จะทำให้ลูกเห็นผมเป็นคนใจดำ แต่มันเป็นหนทางเดียวที่ผมจะปกป้องลูกได้ เราต้องทำให้มันอด เราต้องแสร้งทำเป็นว่ามองไม่เห็นมัน เราจะไม่มองมัน ไม่พูดกับมัน เราจะไม่ยอมรับว่ามันมีตัวตนอยู่ในบ้านนี้ ผมกับลูกจะใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้กับปีศาจและแสร้งทำเป็นว่าพวกเราอยู่กันลำพัง ขอพระเจ้าให้อภัยผมกับสิ่งที่ผมกำลังจะทำกับลูกของผมเอง"

สมุดบันทึกหล่นจากมือผมตกลงบนพื้นปูพรม ทั้งห้องหมุนติ้ว ทุกความทรงจำวัยเด็ก ทุกมื้ออาหารเงียบสงัด ทุกสายตาดุดันของพ่อเริ่มเรียงตัวกันใหม่ในหัวผม

ผมรีบเปิดไปหน้าล่าสุดลงวันที่ของปีนี้ด้วยมือสั่นรุนแรง พ่อเขียนบันทึกอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ก่อน

"วันอังคาร

ลูกพูดกับมันวันนี้ ผมรู้ว่าวันนี้จะมาถึง ผมเห็นสายตาลูกเวลามองมัน สายตาของความรู้สึกผิด.. เขาคิดว่าผมเป็นผู้ร้าย ผมว่าผมคงเป็นผู้ร้ายจริงๆ นั่นแหละ ผมยอมให้ลูกเกลียดผมแล้วปลอดภัย ดีกว่ารักผมแล้วยิ่งถลำลึกลงในหลุมดำ แต่ตอนนี้ลูกผมทำผิดกฎ เขา "เปิดประตู" ตอนกลับมาบ้านวันนี้ บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไป อากาศ.. หนักขึ้น และมัน.. มันดูแข็งแกร่งขึ้น แววตาโศกเศร้าของมันตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น.. แววตาของผู้ชนะ

ผมต้องจบปัญหานี้ ชายแก่ที่เรียกมันว่า "ตัวปลอม" บอกว่ามีทางแก้ เป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้ามันเกิดแข็งแกร่งมากพอจนยึดติดแบบถาวร เขาบอกว่ามีพิธีกรรมหนึ่งที่จะผูกมัน กักขังมันเอาไว้ แต่พิธีกรรมที่ว่าต้องมีการสังเวย.. การแลกเปลี่ยน.. เขาบอกว่าผมอาจต้องตายถ้าทำพิธีกรรมนั้น แต่ผมก็อยู่แบบตายทั้งเป็นมาตลอดอยู่แล้ว บ้านมีผี ลูกชายเกลียดผม ถ้านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องทำเพื่อให้ลูกได้เป็นอิสระ ผมก็จะทำ

เขาพูดกับมันอีกแล้ว ผมได้ยินเสียงกระซิบกระซาบในครัว พ่อรักลูกนะ หวังว่าวันหนึ่งลูกจะเข้าใจ หวังว่าลูกจะให้อภัยพ่อ"

นั่นเป็นบันทึกสุดท้าย

พ่อหายตัวไป รถก็ไม่อยู่ พ่อไปทำพิธีกรรม สังเวยตัวเองเพื่อช่วยผมจากสิ่งที่ปลอมตัวเป็นแม่ผม

ผมรู้สึกความเย็นยะเยือกวาบลงกลางหลัง ใจคิดถึงมือผมที่จับมือแม่ คิดถึงความเย็นผิดธรรมชาติของมือแม่ ผมคิดถึงคำพูดของแม่ "ในที่สุดลูกก็มองเห็นแม่.." และสายตาของผู้ชนะที่มองมาที่ผมที่โต๊ะกินข้าว

นั่นเป็นตอนที่ผมได้ยิน

เสียงฮัมเพลงแผ่วเบาแสนหวานดังขึ้นมาจากบันไดขั้นล่างสุด เพลงเดียวกันกับตอนมันฮัมข้างหน้าต่างในครัว

เสียงไม้ที่โถงทางเดินดังเอี๊ยด.. เอี๊ยด..

ผมรีบลงจากเตียงด้วยสัญชาติญาณแล้วเอื้อมไปล็อกประตู เสียงคลิกของล็อกดังลั่นในความเงียบ ผมกวาดตามองหาทางหนีรอบห้องแต่หาไม่เจอ หน้าต่างห้องนอนอยู่สูงจากพื้นข้างนอกสองชั้น

เสียงเดินของมันช้าและคิดคำนวน ไม่นุ่มนวลบางเบาเหมือนก่อน เสียงเดินนี้หนักแน่นกว่า มันแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ผมเองที่เป็นคนเพิ่มพลังให้มัน

เสียงฮัมเพลงหยุดอยู่หน้าประตู 

"ลูกรัก?"

เสียงของมันเหมือนเสียงแม่แต่แปลกแยก มันหวานฉ่ำแบบมีเล่ห์กลทำผมขนลุก

"อยู่ในนั้นหรือเปล่า? แม่กังวลน่าดูเลยเพราะตื่นมาไม่เจอใคร"

ผมเบียดตัวเองกับกำแพงด้านไกลสุด มือปิดปากตัวเองไว้

"แม่คุยกับพ่อเค้าแล้ว" มันพูดต่อ เสียงดังฟังชัดเหมือนยืนอยู่ข้างๆ ผม "พ่อเขาโทรมา เขาฝากมาขอโทษนะลูก.. สำหรับทุกอย่าง.. เขาอธิบายทุกอย่างให้แม่ฟัง เขารู้ว่าเขาทำผิดที่ปิดกั้นเราสองคนจากกัน"

ใจผมตะโกน 'โกหก! ไอ้ตอแหล! แกรู้ว่าพ่อตายแล้ว'

"เขาบอกว่าจะขอไปพักใจสักสองสามวัน" มันพูดเสียงหวาน "แต่เขาให้อนุญาตเราสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แค่ลูกกับแม่ เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยจ๊ะ"

ผมกลั้นหายใจ หวังในใจว่ามันจะคิดว่าผมไม่อยู่ในห้องนี้

"แม่รู้ว่าลูกอยู่ในนั้น แม่รู้สึกได้" เสียงหวานพร่ำพูด "มาเถอะลูก เปิดประตูเร็ว เดี๋ยวแม่ทำแพนเค้กให้กินอย่างที่เคยทำไง"

มันไม่เคยทำแพนเค้ก

"ออกมาเถอะลูก อย่าปิดกั้นตัวเองอีกเลยนะ ลูกเป็นคนปล่อยให้แม่เข้ามาเองนี่นา ทุกอย่างจะโอเค แม่อยู่นี่แล้ว แม่จะดูแลลูกเอง"

เสียงมันค้างในอากาศ หนาหนักเหมือนงูพิษ และความเงียบเข้ามาแทนที่ จากนั้นเสียงแกร๊กเบาๆ ตอนลูกบิดขยับ เสียงแกร๊กดังขึ้นเรื่อยๆ

ผมหายใจขัด มันพยายามจะเปิดประตูเข้ามา 

มือถือผมอยู่ในกระเป๋า นำ้หนักของมันให้ความโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ผมดึงมันออกมาจะโทรแจ้งตำรวจ แต่ผมจะบอกพวกเขาว่ายังไง? มีผู้หญิงคนนึงอยู่ในบ้าน เธอหน้าเหมือนแม่ผม เสียงเหมือนแม่ผม แต่บันทึกของพ่อผมบอกว่าแม่ผมตายไปตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีที่แล้วและไอ้ตัวนี้มันเป็นตัวปลอมที่มีตัวตนอยู่ได้ด้วยความสนใจของคนรอบข้างงั้นเหรอ? ใครมันจะเชื่อผม? 

เสียงบิดลูกบิดหยุดลง

มันเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนจะมีอีกเสียงดังขึ้น

แกรก... แกรก... เหมือนเสียงกรงเล็บยาวข่วนประตูครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นจังหวะช้าๆ 

ช่างมัน ผมไม่ได้บ้าแน่ ผมกดเบอร์แจ้งตำรวจแล้วโทรออก

"นี่ 911 มีเหตุฉุกเฉินอะไรคะ"

ผมเอามือป้องปากแล้วกระซิบ "มะ.. มีคนบุกเข้ามาในบ้านผม ตอนนี้ผมขังตัวเองอยู่ในห้องนอนชั้นบน"

"อธิบายรูปร่างหน้าตาผู้บุกรุกได้หรือเปล่าคะ?" เสียงปลายสายถาม

เสียงข่วนประตูเป็นจังหวะยังคงอยู่ "ไม่.. ผมไม่เห็นมัน แค่ได้ยินเสียง มันอยู่หน้าประตูนี่เอง ได้โปรด คุณต้องรีบมานะ"

"เจ้าหน้าที่กำลังไปค่ะ คุณอยู่ในสายกับฉันก่อนได้ไหมคะ"

"ไม่" ผมกระซิบ "ผมทำเสียงดังไม่ได้เดี๋ยวมันได้ยิน" ผมพูดก่อนรีบตัดสาย

เสียงข่วนหยุดทันทีที่ผมตัดสายทิ้ง ราวกับว่ามันได้ยิน.. มันรู้ว่าผมโทรแจ้งตำรวจ 

ผมติดอยู่ในห้องนี่ ถึงจะโทรแจ้งตำรวจแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะช่วยอะไรผมได้หรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าตอนมาถึงพวกเขาจะเจออะไร ถ้ามันหายตัวไปตอนตำรวจมาถึงล่ะ? ตำรวจจะเจอบันทึกของพ่อผม และพอพวกเขาเห็นสภาพผมตอนนี้ อาจจะคิดว่าผมเสียสติไปแล้วก็ได้

แต่ผมทำได้แค่รอ ผมใช้มือถือเขียนทุกอย่างไว้ที่นี่ หวังว่าใครสักคนจะรู้ความจริง ผมอยากให้คุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมและพ่อ เผื่อตำรวจจะไม่เชื่อผม เผื่อเรื่องเลวร้ายจะเกิดกับผมก่อนตำรวจจะมาถึง

-- จบ --
*เครดิต: https://www.reddit.com/r/stories/s/jbqWAZhXAe

⚠️ เนื้อเรื่องนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนต้นฉบับเพียงผู้เดียว การแปลนี้ได้รับอนุญาตเพื่อการเผยแพร่บนเพจ "Tales Corner" เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก ดัดแปลง นำโครงเรื่อง (Plot) หรือไอเดียไปใช้ในการเขียนใหม่ หรือนำไปสร้างเป็นสื่อบันเทิงทุกรูปแบบ (รวมถึงแต่ำไม่จำกัดเพียง ภาพยนตร์ หรือซีรีส์) โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนต้นฉบับ การละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น