ฟังพอตคาสต์เพลินๆ
ตอนผมอายุห้าขวบ ผมฝันแปลกๆ มันเป็นวันสดใสวันหนึ่งในหน้าร้อนและผมออกไปตกปลากับพ่อ
มันดูเหมือนเป็นฝันธรรมดาๆ ของเด็กผู้ชายอายุห้าขวบที่รักการตกปลากับพ่อ แต่มีบางอย่างเกี่ยวกับฝันคราวนี้ที่แปลกพิกลผมฝันว่ามองดูพ่อผมกำลังชื่นชมดื่มด่ำไปกับธรรมชาติขณะมือก็พายเรือไปด้วย พาให้เรือลำเล็กๆ ของเราค่อยๆ แล่นเอื่อยๆ ไปตามแม่น้ำนิ่งสงบสีเขียวใส พ่อใส่แว่นกันแดดที่สะท้อนทุกอย่างเหมือนกระจกเงาพร้อมหมวกสีดำที่ถูกแดดเผามากเสียจนกลายเป็นสีออกส้ม
และอยู่ๆ พ่อของผมก็ปล่อยไม้พายในมือตกน้ำ มันจมลงน้ำช้าๆ พ่อเอามือวางบนหัวเข่า ยืดหลังตรง แล้วยิ้มปากกว้างสุดๆ ขณะจ้องตรงมาที่ผม มันไม่ใช่รอยยิ้มอย่างมีความสุขตามปกติ และถึงพ่อจะใส่แว่นกันแดดอยู่ ผมก็บอกได้เลยว่าตาของพ่อไม่ได้ยิ้มไปด้วย มันดูเหมือนพ่อถูกบังคับให้ยิ้ม ผมตกใข รีบถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พ่อไม่ได้พูดอะไร
ความฝันที่เหลือเป็นเพียงภาพพร่าเบลอ ผมจำไม่ได้ว่ามันจบลงยังไง ผมคิดว่ามีแค่ภาพพ่อจ้องมาทางผมพร้อมยิ้มปากกว้างเหมือนตัวตลกน่าขนลุก และตัวผมเองร้องไห้อยู่นานหลายชั่วโมง หลังจากนั้นผมตกใจตื่นและยังร้องไห้ไม่ยอมหยุด ตอนนั้นแม่ผมนั่งอยู่ข้างเตียงแล้ว กำลังปลอบผมว่ามันเป็นแค่ฝันร้าย คืนนั้นผมนอนไม่หลับอีกเลยตลอดทั้งคืน เลยนั่งๆ นอนๆ ดูการ์ตูนจนเช้า จริงอยู่ที่มันเป็นความฝัน แต่นั่นก็เป็นครั้งแรกด้วย.. ที่ผมได้เผชิญหน้ากับ “ไอ้ตัวปลอม”
หลังจากเวลาผ่านไป 2-3 ปี ผมเกือบจะลืมความฝันนั่นไปหมดแล้ว ตอนนั้นผมน่าจะอายุประมาณ 9 หรือ 10 ปีนี่แหละ จำได้ว่าเช้าวันนั้นผมตื่นเช้ากว่าปกติ และออกไปเล่นโดดแทรมโปลีนหลังบ้าน ตอนนั้นเป็นช่วงวันหยุดฤดูร้อน มีผมตื่นเช้าอยู่คนเดียวขณะที่คนอื่นๆ ในบ้านยังหลับกันอยู่ ผมเล่นอยู่คนเดียวสักพักจนกระทั่งสังเกตเห็นบางอย่างที่หางตา เพื่อนบ้านของเราเอง เขาเป็นตำรวจเกษียนอายุที่เดินผ่านมาทักทาย เขาชมว่าผมเก่งที่ตื่นเช้าได้ และบอกผมว่าหน้าเก็บแอปเปิ้ลปีนี้จะได้ผลผลิตดีน่าดู ผมเองก็ตอบเออๆ ออๆ ไปตามประสา ขณะยังกระโดดไปมาเรื่อยๆ
สักพัก ตอนนั้นผมคิดว่าเขาคงเดินกลับบ้านไปแล้ว ผมหยุดกระโดดเล่นและกำลังจะออกจากแทรมโปลีนเพื่อหาน้ำกิน พอหันหน้าจะเดินออกก็ต้องตกใจ เพราะชายแก่เพื่อนบ้านของเรายังคงยืนอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ห่างจากหน้าผมออกไปไม่กี่นิ้ว ยืนจ้องผมด้วยดวงตาแดงก่ำ ปากยิ้มกว้างผิดปกติเหมือนถูกใครบังคับให้ยิ้ม ตาของเขาไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลย และดูเหมือนว่าเขาไม่ได้กระพริบตามาหลายนาทีแล้วด้วย ผมตกใจยืนแข็งทื่อขยับตัวไม่ได้อยู่สักพัก พอได้สติ ก็รีบวิ่งหน้าตั้งกลับเข้าบ้าน
ผมรีบเล่าให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นและก็แม่ตกใจไม่ต่างไปจากผม แม่บอกว่าเราควรไปคุยกับเพื่อนบ้านคนนั้นให้รู้เรื่อง แต่ผมกลัวเลยปล่อยให้แม่ไปคนเดียว พอแม่กลับมา แม่บอกว่าเพื่อนบ้านคนนั้นงงไปหมด ไม่รู้ว่าผมพูดเรื่องอะไร เพราะเขาแค่ผ่านมาทักทายแล้วเดินกลับบ้านไปเฉยๆ ไม่ได้จ้องหรือทำอะไรแปลกๆ เลยสักนิด ผมเองพยายามจับสังเกตเขาอยู่หลายอาทิตย์หลังจากนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น จนกระทั่งทุกอย่างกลับเป็นปกติอีกครั้งและผมลืมเรื่องนั้นไปสนิท
หลายปีผ่านไป ตอนนั้นผมอายุได้ 14 ปี วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันศุกร์และผมกลับจากโรงเรียนในช่วงบ่ายเหมือนปกติ ผมติดนิสัยชอบขี่จักรยานไปหาปู่กับย่าหลังเลิกเรียน เพราะบ้านของพวกท่านอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่และผมชอบแวะไปคุยกับพวกท่านบ่อยๆ ตอนทำการบ้านไปพลาง ดื่มกาแฟแก้วโตไปพลาง วันนั้นผมเดินเข้าบ้านโดยไม่ได้ใส่ใจจะเคาะประตูก่อน เพราะปู่กับย่าไม่เคยล็อกประตูบ้าน และพวกท่านเต็มใจต้อนรับผมเสมอ ผมเดินเข้าบ้าน ปิดประตูตามหลัง โยนกระเป๋าลงบนพื้นแล้วเดินตรงเข้าไปในครัว ผมเห็นย่าผมยืนหันหลังกำลังล้างจานอยู่ที่ซิงค์
ผมเดินไปที่โต๊ะอาหาร จัดแจงวางสมุดการบ้านลงบนโต๊ะแล้วเริ่มคุยกับย่าอย่างที่เคยทำทุกครั้ง บ่นไปเรื่อยเปื่อยเรื่องวิชาเลขที่ยากแสนยาก จนกระทั่งผมรู้สึกผิดสังเกต ย่าไม่ตอบสนองอะไรเลย ไม่แม้แต่พูดทักทายผมด้วยซ้ำตอนผมเดินเข้าบ้านมา แถมผมยังไม่ได้ยินเสียงน้ำเลยด้วยทั้งๆ ที่คิดว่าท่านกำลังล้างจานอยู่ ทั้งบ้านเงียบสนิท ผมนั่งนิ่งตัวเข็งขึ้นมาทันที รู้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ผมเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นผมกลัวเกินกว่าจะขยับไปไหนได้เลยพยายามมองภาพสะท้อนของย่าบนแจกันดอกไม้บนโต๊ะ ตอนนั้นเอง ผมเห็นมัน
ย่าผมยังยืนอยู่ที่เดิมแต่ตอนนี้หันหน้ามาทางผม ดวงตาของท่านเบิกกว้างแสดงออกถึงความเจ็บปวดและหวาดกลัวแต่ปากยิ้มกว้างอย่างน่ากลัว มันกว้างเสียยิ่งกว่ารอยยิ้มของเพื่อนบ้านเมื่อหลายปีก่อนเสียอีก ผมวิ่งหนี ไม่ได้สนใจจักรยานที่จอดทิ้งไว้ที่นั่นด้วยซ้ำ ผมวิ่งกลับบ้าน
พอกลับถึงบ้านและเล่าให้แม่ฟัง แม่ผมโทรหาย่าทันทีและถามว่าย่าเป็นอะไรหรือเปล่า แต่ย่าบอกว่าย่านอนพักผ่อนช่วงเย็นวันนั้น และไม่ได้เห็นว่าผมแวะมาเยี่ยมเลย ณ จุดนั้นเอง ผมแน่ใจแล้วว่ามีอะไรบางอย่างตามติดผมเหมือนกาฝากน่ารังเกียจ มันใช้เสียงเจ้าของร่างไม่ได้ แต่มันใช้ร่างของคนรอบตัวผมเพื่อจับตามองผม
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มมีอาการหวาดกลัว จิตตกและซึมเศร้า ผมลาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 14 ไม่มีใครเชื่อผมและผมไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจริงจัง ผมเริ่มดื่มเหล้าทุกวันและคิดสั้นบ่อยๆ ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว
จนถึงทุกวันนี้ ผมแยกตัวจากผู้คนและใช้ชีวิตลำพังเพราะกลัวว่า “ไอ้ตัวปลอม” จะหาผมเจอ คิดเอาเองว่ามันจะทำอะไรผมไม่ได้ถ้าไม่มีคนอื่นอยู่กับผมด้วย แต่ผมคิดผิด คืนนี้ ตอนกำลังจะเข้านอน ผมสังเกตเห็นเงาของใครบางคนในตู้เสื้อผ้า ผมเปิดไฟฉายในมือถือเพื่อส่องดู หลังจากปรับสายตาอยู่สองสามวิ เงานั้นเริ่มกลายเป็นรูปเป็นร่าง
นั่น.. นั่นมันผมเองไม่ใช่เหรอ?
(จบบริบูรณ์)
------------------------



0 ความคิดเห็น