ผมเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง สิ่งที่ผมพบในที่เกิดเหตุล่าสุดทำผมกลัว

 


ฟังพอตคาสต์เพลินๆ

ผมพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งในที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมเชื่อเรื่องที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดนั่นหรือเปล่า

แต่คิดว่าควรเอามาแชร์ให้ได้ฟังกันเผื่อมันจะเป็นเรื่องจริง

*****

‘แม่บอกว่ามันจะมีวันแบบนี้’

มันฟังดูดีนะ เพราะมันบ่งบอกถึงความกังวลของคนเป็นพ่อแม่mujพยายามจะปลอบใจลูกน้อยถึงโลกแห่งความเป็นจริงที่บางครั้งก็ชั่วร้าย ปัญหาคือ ผมไม่คิดว่าแม่เคยพูดแบบนั้นกับผม ถึงจะเคยพูด ผมก็ไม่คิดว่าแม่จะจินตนาการถึงวันแบบวันนั้น วันที่ผมเอนตัวพิงผนังด้านในของอุโมงค์รถไฟ ทั้งตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อและคราบสกปรก กำลังจ้องตาค้างไปที่รางรถไฟเลือดท่วม มันเป็นเลือดของเพื่อนผมเอง.. เลือด.. ที่ควรจะเป็นเลือดของผม

ผมชื่อโจ ชื่อผมคงไม่ได้ถูกตั้งตามชื่อใครหรอก แม่ผมแค่อยู่ๆ ก็เรียกผมว่าโจ แม่ผมมักจะทำอะไรตามใจตัวเองแบบนั้นเสมอ อย่างเฆี่ยนผมจนเลือดออกถ้าผมเผลอพูดไม่เพราะ, เฆี่ยนผมถ้าผมไม่ออกไปล่าสัตว์มาทำอาหาร, เฆี่ยนผมจนเลือดออกตอนผมบอกว่าอยากเรียนหนังสือ แม่ตีผมบ่อยขนาดนี้ คุณคงคิดว่าผมคงมีเลือดเหลือไม่เยอะเท่าไหร่แล้ว แต่คุณจะพูดกับแม่ผมแบบนั้นไม่ได้ แม่เป็นผู้หญิงตัวใหญ่ และผมคิดว่าการเฆี่ยนผมทำให้แม่รู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเอง

ผมโตมาในกระต๊อบโกโรโกโสห่างไกลผู้คน แม่เรียกมันว่ากระท่อมแต่ที่จริงมันก็แค่ผนังสี่ด้านที่ทำมาจากแผ่นไม้เก่าๆ ที่แม่โขมยมาจากโรงนาเก่าๆ ใกล้บ้านและหลังคาคุ้มหัว แม่พูดเสมอว่าแม่ดูแลผมอย่างดี กระท่อมที่เราอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ และการเรียนหนังสือเป็นสิ่งไม่ดี ผมว่าสำหรับแม่แล้ว มันคงไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ แม่ห้ามไม่ให้ผมมีหนังสือภาพการ์ตูนหรืออะไรเลย

“ฉันจะสอนทุกอย่างที่แกต้องรู้เองนั่นแหละน่า” แม่พูด

แต่นั่นเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว แม่สองผมทุกอย่างที่ “แม่” อยากให้ผมรู้ต่างหาก อย่างสอนให้ผมทำอาหาร, ทำความสะอาดบ้าน, ตัดฟืน, และดูแลแม่ตอนไม่สบาย อย่างอื่นนอกเหนือไปจากนี้ถือเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมด

ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้มันจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่เด็กชายคนหนึ่งกำลังยืนมองร่างเพื่อนของเขาถูกรถไฟความเร็วสูงบดขยี้ได้ยังไงกัน?

อดทนฟังผมอีกหน่อย เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง 

แม่ผมไม่ได้ทำงาน พวกเราออกหาเก็บผักสด และทุกเดือน เดือนละครั้ง เราจะลากรถเข็นเก่าๆ ไปตั้งแผงขายผักข้างถนนที่ลานจอดรถบรรทุกนอกเมืองห่างออกไปสิบห้าไมล์ แม่ผมไม่เคยอนุญาตให้ผมพูดหรือพบปะกับใครเลย

“พวกมันไม่มีอะไรดีหรอก” แม่บอก “และฉันไม่อยากให้แกไปเอาเยี่ยงอย่างพวกมัน”

แม่ชอบเรียกพวกคนเมืองว่า “หยิ่งยะโส” ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร แต่ตอนหลังมาก็เข้าใจเอาเองว่ามันเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่คิดไม่เหมือนกันกับแม่

พอตกกลางคืน พวกเราจะไปเก็บของเหลือทิ้งที่ลานทิ้งขยะ จากนั้นในวันต่อมา พวกเราจะพากันกลับบ้านพร้อมเงินสองสามดอลลาร์ในกระเป๋ากางเกงของแม่และสมบัติต่างๆ เต็มรถเข็น ฟรอสต์ครีกอยู่ห่างจากกระท่อมแค่สองไมล์ แต่พวกเราต้องเดินผ่านอุโมงค์รถไฟ ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับแม่ผม

“อุโมงค์นั่นพรากเอาพ่อของแกไปจากฉัน ฉันจะไม่ยอมให้มันพรากเอาแกไปด้วยอีกคนแน่” แม่พูด

ความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งอันตราย พอเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาแล้ว มันยากที่จะหักใจไม่ให้ได้เห็นสิ่งที่อยากจะเห็น ผมเกิดไปเจอหนังสือพจนานุกรมเด็กเก่าๆ เข้าเล่มหนึ่ง ประเภทที่มีคำต่างๆ ข้างๆ รูปภาพนั่นล่ะ ผมลองเปิดดูข้างใน และตั้งแต่นั้นมาความอยากรู้อยากเห็นของผมก็ยิ่งทวีคูณ ผมถูกแม่เฆี่ยนเลือดออกตั้งเยอะตอนแม่จับได้ว่าผมเก็บมันเอาไว้

“เราไม่ใช่พวกหนอนหนังสือ!” แม่ตะคอกพลางเฆี่ยนไปพลาง “ไอ้หนังสือนั่นมันหาอาหารมาให้เรากินไม่ได้หรอกน่า!”

แต่ด้วยความที่เป็นเด็กยังไร้เดียงสาและโง่เขลา ผมเอาหนังสือไปแอบเพื่อเก็บไว้เปิดดูเรื่อยๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผม พอเรายึดติดอยู่กับสิ่งใหม่ อะไรเก่าๆ ก็ไม่มีความหมายมากเท่าเมื่อก่อนอีกอีกต่อไป

ผมแอบพจนานุกรม, หนังสือเด็กเก่าๆ, รองเท้าที่เก็บมาจากกองขยะ, และสมบัติต่างๆ ที่เก็บมาได้ไว้ในถ้ำ ผมพยายามจะอ่านหนังสือพวกนั้นแต่มันยากน่าดู เลยต้องพยายามหาความหมายเอาจากภาพประกอบ เรื่องโปรดของผมคือเรื่องเกี่ยวกับวันฮัลโลวีน, วันคริสต์มาส, และวันขอบคุณพระเจ้า และวันฮัลโลวีนเป็นอะไรที่ผมชอบที่สุด ความคิดที่ว่าเด็กๆ จะได้แต่งตัวเป็นผี ออกไปเล่นทริกออร์ทรีตแล้วได้ลูกอมมากมายทำเอาผมตื่นเต้นน่าดู 

ผมวางแผนการเล่นทริกออร์ทรีตอย่างระมัดระวัง บอกแม่ว่าจะะออกไปเก็บเบอร์รี่ของโปรดของแม่ทั้งวันแล้วเลยไปถึงตอนกลางคืนด้วย (ซึ่งผมไปเก็บมาซ่อนเอาไว้ในถ้ำแล้ว) แม่รู้ว่ามันเป็นการเดินทางที่อันตราย แม่อยากจะบอกผมว่า “ไม่” แต่ผมมองเห็นความหิวโหยในดวงตาของแม่ มันก็ตลกดีที่บางครั้งความต้องการก็มาก่อนความเป็นห่วง

พอแม่อนุญาตแล้ว ผมออกเดินไปที่ถ้ำ จัดการเปลี่ยนชุดเปลี่ยนรองเท้า เอาผ้าพันคอห่ออาหารค่ำแล้วมัดติดกับปลายไม้จากนั้นยกพาดบ่า พอแต่งตัวเสร็จ ผมเดินไปที่รางรถไฟตาจ้องที่อุโมงค์ตรงหน้า ดวงอาทิตย์เริ่มจะตกดินแล้ว มันสาดส่องอุโมงค์เป็นสีแดงน่ากลัว หินขนาดใหญ่ที่ใช้ทำปากอุโมงค์ดูคล้ายฟันยักษ์เปื้อนเลือดกำลังรอเขมือบผม แม่มักพูดเสมอว่ามีปีศาจสิงสู่อยู่ในอุโมงค์นั่น ผมเคยคิดว่าแม่คงแค่พยายามทำให้ผมกลัว ผมจะได้ไม่เข้าไปใกล้มัน แต่เย็นวันนั้นผมเริ่มไม่แน่ใจ ขณะผมก้าวเข้าสู่ความมืด ผมรู้สึกถึงความชั่วร้ายในตัวผม ราวกับว่าผมรู้ว่าผมกำลังทำผิดแต่ผมไม่แคร์

ผมกินมื้อเย็นไปพลางเดินไปพลางผ่านอุโมงค์ พอออกมาจากอีกด้าน โลกทั้งโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่แสงไฟส่องสว่างและผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ผมหยุดแล้วจ้องไปที่ตัวอักษร M ขนาดยักษ์ กลิ่นหอมที่มาจากข้างในทำเอาผมน้ำลายสอ

สักวันหนึ่งผมจะต้องรวยให้ได้ จะได้เข้าไปกินในนั้น..

แต่แม่จะไม่ชอบใจแน่.. ผมเถียงกับตัวเอง

ผมเริ่มออกเดินไปตามถนน มันน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ผมฉีกยิ้มกว้างจากหูถึงหูขณะผีถือฟักทองพลาสติกเดินผ่านไป ใกล้ๆ กันมีซูเปอร์ฮีโร่เวอร์ชั่นเด็กน้อยสามคนกำลังยืนเถียงกันว่าใครได้ลูกอมมากกว่ากัน ผมเดินไปที่บ้านหลังแรกที่เห็นแล้วเคาะประตู ไฟหน้าบ้านสว่างขึ้นและชายแก่คนหนึ่งผลักประตูเปิด

“อะไร?!?!” เขาตะคอก

“ทริกออร์ทรีต!” ผมพูด พลางยื่นผ้าพันตอไปข้างหน้า

ชายแก่จ้องผมเขม็ง “แกเห็นไฟหน้าบ้านฉันเปิดอยู่หรือไง?” เขาพูด

“คับ” ผมพูดเหลือกตาขึ้นมองหลอดไฟ

ชายแก่มองตามแล้วครางอย่างรำคาญขณะเด็กอีกสองสามคนทำท่าจะเดินมาทางเขาเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ เขารีบปิดไฟและพวกเขาเดินออกห่าง

“เห็นนั่นมั้ยไอ้หนู?” เขาชี้ไปทางบ้านหลังอื่น “ไอ้พวกโง่เง่าที่เปิดไฟหน้าบ้านนั่นน่ะ แกไปเอาลูกอมซาตานจากไอ้พวกนั้นได้”

ผมไม่เข้าใจคำว่า ‘ซาตาน’ แต่หันหลังจะเดินกลับ แต่ชายแก่หยุดผมเอาไว้

“ฉันมีอะไรจะให้” เขาพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “ในเมื่อแกใจดีมาปลุกฉันตื่น” ชายแกหายแว่บไปแล้วแว่บกลับมาที่ประตูอีกครั้ง “เอ้า เอาไป” เขายื่นกล้วยเกือบเน่ามาให้

ผมรับมาน้ำตาคลอเบ้า “ขอบคุณครับ!” ผมพูดพลางโผเข้าไปกอดเขา

เขาขยับหนีแล้วปิดประตูใส่หน้าผม ผมปอกเปลือกกล้วยกินไปพลางเดินไปพลางไปทางบ้านหลังอื่น คราวนี้ดูให้แน่ใจว่าไฟหน้าบ้านเปิดอยู่ กินกล้วยเสร็จ ผมโยนเปลือกกล้วยไปทางสวนหน้าบ้าน ชายร่างใหญ่อายุสามสิบกว่ายืนอยู่หน้าบ้าน มือถือโถใส่ลูกกวาด เขาขมวดคิ้วขณะมองผมเดินเข้าหา

“ทริกออร์ทรีต” ผมพูด พลางยื่นผ้าพันคอไปข้างหน้า

“จะไม่โยนมันทิ้งดีๆ เหรอ?” เขาพูดบ่นๆ

ผมมองผ้าพันคอ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโยนมันทิ้งด้วย

“ไม่ ไม่ใช่ผ้าพันคอ ฉันหมายถึงเปลือกกล้วยต่างหาก!” เขาพูดมือชี้ไปที่เปลือกกล้วยที่สวนหน้าบ้าน ผมเดินไปหยิบมันขึ้นมาแล้วมองเขา

"ถังขยะ!” เขาพูดพลางชี้ไปทางถนน ผมเดินไปเห็นถังขยะวางอยู่ข้างเสาไฟฟ้า มองชายคนนั้นแล้วชี้ไปที่ถังขยะ เขาพยักหน้า และผมโยนเปลือกกล้วยลงถังจากนั้นเริ่มออกเดินไปตามถนนอีกครั้ง

“เฮ้!” เขาตะโกนตามหลัง “แล้วไม่เอาลูกอมเหรอเราน่ะ?”

ผมวิ่งกลับไปหาเขา มองในโถที่เต็มไปด้วยลูกอมสีสันสดใสแล้วหยิบมาเต็มกำมือ

“หยิบแค่สองพอนะ” เขาพูด “นี่ยังหัวค่ำ ยังมีเด็กคนอื่นอีกเยอะ”

ผมลังเล จากนั้นหยิบลูกอมที่มีห่อน่าสนใจที่สุดสองชิ้น

“พ่อแม่เราไม่ได้สอนเรื่องทิ้งขยะลงถังหรือไง?” เขาถาม

ผมพยักหน้า

“แล้วพวกเขาอยู่ไหนล่ะ?” เขาถาม

“ใครฮะ?” 

“พ่อแม่เธอไง” เขาถามอีกครั้ง

“พ่อผมตายแล้ว ส่วนแม่อยู่บ้านฮะ” ผมพูด

“แม่เธอปล่อยให้ออกมาทริกออร์ทรีตคนเดียวเหรอเนี่ย?” เขาพูดน้ำเสียงพิกล

ผมคิดว่าผมทำอะไรผิดไป เลยวิ่งข้ามถนนไปแอบหลังต้นไม้ บางทีผมควรจะกลับบ้านได้แล้ว

ผมหยิบลูกอมออกมากิน ความรู้สึกเหมือนตุ่มรับรสระเบิดตู้มด้วยความหวานหอม ผมรีบกิน เปิดอีกอันแล้วยัดเข้าปาก รู้สึกได้ถึงน้ำตาลสูบฉีดในร่างกายเต็มไปด้วยพลังงาน ผมเริ่มเดินไปที่บ้านหลังถัดไป ผู้หญิงคนหนึ่งยืนยิ้มและกล่าวชมชุดฮัลโลวีนของผม จากนั้นยื่นลูกอมให้ผมสามชิ้น ซึ่งผมกินมันทั้งหมดทันทีหลังจากเดินห่างออกมา หลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนเดิม ผมยิ้มอยากสุภาพแลกกับลูกอม

หนึ่งชั่วโมงต่อมาผมเดินกลับออกจากเมือง ท้องผมรู้สึกแปลกๆ และทำเสียงประหลาดแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ผมหยุดที่ถังขยะแล้วอ้วกทุกอย่างออกมา ชายร่างใหญ่เดินออกมาดู

“เป็นไงบ้าง โอเคหรือเปล่า?” เขาถาม

“ครับ” ผมพูดพลางหอบหายใจ

“เอ้านี่” เขาพูด มือยื่นทิชชู่มาให้ “เช็ดหน้าเช็ดตาซะ แล้วตามฉันมา”

เขารอจนผมเช็ดหน้าเสร็จแล้วเริ่มออกเดินไปทางกลางเมือง ผมตามเขาไปจนเรามาถึงอาคารหนึ่งที่มีรูปดาวใหญ่แปะอยู่ข้างหน้า ผมลังเล

“มาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก” เขาพูด

“หวัดดีนายอำเภอ” ชายหลังเคาน์เตอร์ทักทาย “เพื่อนคุณเป็นใครกัน?”

“เธอชื่ออะไรเจ้าหนู?” นายอำเภอถาม

“เอ่อ.. โจฮะ”

“โจอะไร?” เขาถามเรื่อยๆ

“แค่โจเฉยๆ ฮะ” ผมตอบงงๆ

“แต่เธอนามสกุลอะไร?” เขาถามอีกรอบ

“ผมไม่เข้าใจ แม่เรียกผมว่าโจตลอด” ผมพูด

“โอเค แล้วแม่เธอชื่ออะไร?”

“แม่” ผมพูดอย่างสับสน

“เอาล่ะ ฉันจะพาไปอาบน้ำอาบท่าก่อน ตามมา” เขาพาผมไปที่ด้านหลังอาคาร ที่ๆ มีคุกเรียงราย ผมเริ่มตระหนก

“ไม่ต้องห่วงน่า ฉันแค่จะให้เธอได้อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า” เขาพูด

พออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาพาผมไปถ่ายรูปและพิมพ์ลายนิ้วมือ 

“ลองเช็กรายชื่อเด็กหนีออกจากบ้านดูนะ” เขาบอกเจ้าหน้าที่

“ได้เลยหัวหน้า” เขาพูดแล้วลงมือทันที แต่ไม่มีผลอะไรกลับมา

“โจ เธอเป็นคนไร้บ้านมานานแค่ไหนแล้ว?” นายอำเภอถาม 

ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เลยแค่เงียบ

“แล้วแม่เธออยู่ที่ไหน?” 

อีกครั้ง.. ผมปิดปากเงียบ

“ฉันรู้ว่าจะทำยังไงให้เธอยอมพูด มาเถอะ” เขาพูด เดินออกจากสถานีตำรวจโดยมีผมหอบชุดเก่าในมือเดินตามไปด้วย

“หายปวดท้องรึยังล่ะเรา?” เขาถาม 

“ดีขึ้นหน่อยแล้วฮะ” ผมตอบ

“ดีแล้วๆ เพราะเรามาถึงที่หมายแล้วล่ะ”

มันเป็นบ้านหลังใหญ่ มองเห็นแต่ไกลว่าเจ้าของบ้านดูแลบ้านหลังนี้อย่างดี ตอนผู้หญิงคนหนึ่งมาเปิดประตู เธอมองดูคุ้นตาชอบกล

“หวัดดีนายอำเภอ” เธอพูดน้ำเสียงร่าเริง

“หวัดดีมาร์ซี ฉันมีคนอยากจะแนะนำให้รู้จัก” นายอำเภอพูด

“โอ้ พวกเราเจอกันแล้วหนหนึ่ง” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม “เขาแต่งตัวเป็นเด็กเร่ร่อน”

“ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่นะว่านั่นเป็นแค่ชุดฮัลโลวีน ผมว่าเขาหนีออกจากบ้านมา”

เธอส่ายหัวและทำหน้าเศร้า “มาเถอะ เข้ามาก่อน” เธอบอกผม

“งั้นผมไปก่อนนะ” นายอำเภอกล่าว

“ได้เลย บ้านนี้เปิดจต้อนรับคุณเสมอนะคะ” เธอพูด

“ขอบคุณนะมาร์ซี ผมจะส่งเอกสารสำหรับโจมาให้คุณพรุ่งนี้” เขาตอบ

“ได้เลยค่ะ ขอบคุณนะ” มาร์ซีตอบ

นายอำเภอหันมาพูดกับผม “เทคแคร์นะเจ้าหนู เธออยู่กับมืออาชีพแล้ว ไว้เจอกัน” เขาพูดและผมพยักหน้า “ขอบคุณครับท่าน” ผมตอบ

เขาหัวเราะ “เรียกฉันว่าเท็ดก็ได้” จากนั้นเขายิ้มก่อนเดินจากไป

มาร์ซีพาผมไปดูห้องนอน ขอโทษขอโพยที่ห้องดูเล็กไปนิด แต่เธอไม่รู้เลยว่ามันขนาดใหญ่เกือบจะเท่ากับกระท่อมทั้งหลังที่ผมเคยอยู่กับแม่ ผมเอนตัวลงนอนบนเตียงนุ่มแล้วผล็อยหลับแทบจะในทันที

พอตื่นขึ้นผมตกใจสุดขีด ห้องนอนมหึมาในความมืดทำผมสับสน จำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ความสุขสบายแบบนี้ที่ผมไม่เคยได้รับที่บ้านของตัวเอง ผมกระโดดผึงออกจากเตียง เปลี่ยนมาสวมชุดเก่าของตัวเอง แล้วแอบปืนออกทางหน้าต่างห้องนอน ผมรีบเดินกลับไปทางอุโมงค์ เหลืออีกแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะรุ่งสางแล้ว ในใจรู้สึกผิดที่ปล่อยแม่ไว้ตามลำพัง

แต่มาร์ซีช่างใจดี และเตียงก็ช่างนุ่มนัก

พอเดินมาถึงหน้าอุโมงค์ ใจผมสับสนไปหมดว่าอยากจะเรียกที่ไหนว่าบ้านกันแน่ ผมเดินคอตก ใจคิดวนเวียนไปเรื่อยผ่านอุโมงค์มืด

เรย์เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่าเพื่อนที่สุดสำหรับผม เขาอาศัยอยู่ในกระท่อมโกโรโกโสห่างออกไปจากบ้านผมไม่ไกลนัก เขาเกิดมามีแขนที่ใช้การได้แค่ข้างเดียว ส่วนอีกข้างมีแค่นิ้วเล็กๆ โผล่ออกมาจากหัวไหล่ มันเป็นอะไรที่แปลกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย แถมเรย์ยังพูดไม่ได้อีกด้วย เพราะเขามีลิ้นสั้นๆ จุกอยู่ในปาก ผมไม่รู้ว่าเขาเกิดมาเป็นแบบนั้นหรือเพราะเขาเคยพูดอะไรที่ทำให้พ่อเขาโมโหขึ้นมา

ผมไม่รู้ว่าเรย์อายุเท่าไหร่ ดูเหมือนเขาโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วตอนผมยังเป็นเด็ก แต่เขามีสมองของเด็กเล็ก บางครั้ง เวลาผมไปเก็บของเก่าตามกองขยะ ผมจะเก็บเอาหุ่นรูปการ์ตูนแอคชั่นเก่าๆ ที่ถูกทิ้งแล้วกลับมาฝากเขาด้วย เขาชอบหุ่นของเล่นเล็กๆ พวกนั้น แต่อย่างแรกที่เขาทำคือจะดึงแขนข้างขวาของหุ่นทิ้งไปก่อน เขาคงคิดว่าถ้าทำแบบนั้นหุ่นจะดูเหมือนเขามากกว่าละมั้งนะ

และเขาชอบรถไฟเอามากๆ ผมมักจะเห็นเขาใกล้กับรางรถไฟเสมอเลย และคืนนี้ก็เช่นกัน…

เสียงฮัมของรถไฟดังขึ้นเรื่อยๆ อากาศรอบตัวเหมือนจะเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้า พื้นใต้เท้าสั่นสะเทือนขณะผมยืนทื่ออย่างตัดสินใจไม่ถูก เสียงแตรดังแสบแก้วหูทำเอาผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์แล้วออกวิ่ง

ขณะวิ่ง ผมรู้ตัวดีว่ากำลังจะตายอย่างน่าสยดสยองในไม่ช้านี้แล้ว  ผมวิ่งโซซัดโซเซเข้าหาแสงไฟ และอยู่ๆ มือหนึ่งคว้าจับผมแล้วดึงกลับ จากนั้นผลักผมเข้าช่องฉุกเฉินได้ทันเวลาก่อนรถไฟวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง กระแสลมแรงที่เกิดจากรถไฟทำเอาผมต้องเอามือปิดหน้า พอรถไฟผ่านไปแล้วในที่สุด ผมมองไปรอบๆ ตัวเพื่อหาคนที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้ แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น

ผมก้าวออกจากช่องฉุกเฉินช้าๆ แล้วมองไปรอบๆ ห่างออกไปประมาณสิบเมตร มีชิ้นส่วนพลาสติกสีสดใสตกอยู่ ผมเดินไปหยิบมันขึ้นมาดู มันเป็นหุ่นแอคชั่นของเล่นสกปรกที่แขนข้างขวาถูกดึงออก

ไม่นะ.. เรย์

ผมมองที่พื้นและเห็นรอยเลือดกองเล็กๆ และมันเพิ่มมากขึ้นเมื่อเดินตามรอยรางรถไฟออกไปที่ทางเข้าอุโมงค์ พอออกไปถึงข้างนอก รางรถไฟตอนนี้ดูเหมือนโรงฆ่าสัตว์

และนั่นเป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่ว่าทำไมผมถึงไปอยู่ที่นั่น มองดูเลือดของเพื่อผมหยดจากรางรถไฟ มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้และได้ประสบกับการกระทำที่เสียสละโดยไม่คิดถึงตัวเองแม้แต่นิดเดียวของเขา พวกคุณอาจจะคิดว่านั่นเป็นจุดจบอันน่าเศร้าของเรื่องนี้ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ผมยืนที่ทางแยกของชีวิตกำลังตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อไปดี ถ้ากลับไปบ้านและบอกแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่คงตีผมตายแน่เพราะผมไปที่อุโมงค์นั่นแถมยังโกหกแม่ด้วย ถ้าผมไม่กลับ แม่จะออกตามหาผม และถ้าแม่หาผมเจอละก็ ผมไม่รู้เยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม

ผมวิ่งไปที่ถ้ำของผม โยนของสำคัญทุกอย่างไว้ในกระเป๋าเป้เก่าๆ จากนั้นวิ่งกลับไปที่อุโมงค์ จากนั้นผมหยิบาตะกร้าที่เต็มไปด้วยเบอร์รี่ เอามาโยนให้กระจายทั่วพื้นตรงที่ที่มีเลือดอยู่ จากนั้นวางตะกร้าเบอร์รี่ไว้ตรงกลางรางรถไฟแล้วรอ ขณะเริ่มเห็นแสงอาทิตย์ส่องรำไร 

“โจ!” เสียงแม่ตะโกนมาแต่ไกล 

ผมตัวแข็งทื่อ ไม่คิดว่าแม่จะมองเห็นผมจากจุดนี้ คงแค่ตะโกนเรียกด้วยหวังว่าผมจะอยู่ใกล้พอจะได้ยินเสียงแม่ ใจสั่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแม่เรียกหา ในที่สุด ผมมองเห็นแสงไฟสองดวง คือดวงไฟจากตะเกียงเก่าๆ ของแม่ และแสงไฟจากรถไฟที่กำลังวิ่งใกล้เข้ามาเสียงแตรดังลั่น มันวิ่งผ่านอุโมงค์และทำลายตะกร้าที่ผมวางไว้กลางรางรถไฟ พอมันผ่านไป ผมแอบวิ่งออกมาดูและเห็นแสงไฟตะเกียงที่สุดทางอุโมงค์

มีเงาคนรางๆ ที่ผมแทบมองไม่เห็นของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคุกเข่ากลางรางรถไฟ เธอโยกตัวไปมามือถือชิ้นส่วนที่เหลือของตะกร้า หัวใจผมแทบสลาย ผมอยากวิ่งออกไปหาแม่ บอกแม่ว่าผมไม่ได้เป็นอะไร แต่ผมจำการเสียสละของเรย์ได้แล้วก้าวถอยหลังช้าๆ ผมไม่อยากให้การเสียสละของเขาต้องเสียเปล่า ผมหันหลังกลับแล้วเริ่มเดินกลับเข้าเมือง สิบนาทีหลังจากนั้น ผมปีนกลับเข้าห้องนอนผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้ ปิดหน้าต่าง แล้วหันกลับมาเจอมาร์ซียืนกอดอกอยู่ข้างหลัง

“นั่นความผิดครั้งที่หนึ่ง” เธอพูดเสียงเข้ม “เธอจะออกไปจากบ้านนี้โดยไม่ขออนุญาตก่อนไม่ได้”

“ขอโทษฮะ” ผมพูดคอตก

“งั้นก็มาเถอะ ไปกินข้าวเช้ากัน” เธอพูด

“แค่นั้นเองเหรอฮะ?”

“เธอคิดว่าฉันจะทำอะไรอีกล่ะ?”

“จะไม่ตีผมเหรอฮะ” ผมถามอย่างลังเล

“ใครตีเธอ?” มาร์ซีถามขมวดคิ้ว สีหน้าเศร้า

“แม่ผม” ผมตอบแล้วยักไหล่

เธอกอดผมแน่แล้วกระซิบ “ฉันจะไม่มีวันตีเธอ” จากนั้นเธอปล่อยผมแล้วเดินไปชั้นล่างพลางเช็ดน้ำตา ผมตามเธอไปและได้กินมื้อเช้าที่เยอะที่สุดเท่าที่เคยกินมา ผมเริ่มคิดว่าผมได้เลือกบ้านที่ดีที่สุดให้ตัวเองแล้ว

หนึ่งปีผ่านไป ทั้งมาร์ซีเอง พอลและชารอน ลูกๆ ของเธอต่างก็ต้อนรับผมอย่างอบอุ่น ผมไม่เคยได้ยินคำว่าครอบครัวอุปถัมภ์มาก่อน แต่ผมได้เข้าโรงเรียนภายในเวลาหกเดือน พวกเรากลายเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง

‘แต่มีพบ.. ก็ต้องมีจาก’

ฮัลโลวีนปีต่อมา ผมไปเล่นทริกออร์ทรีตอีกครั้ง ชารอนเพิ่งอายุได้สิบสี่ปีและตัดสินใจว่าเธอโตเกินกว่าที่จะเล่นทริกออร์ทรีต พอลกับผมเลยแต่งตัวแล้วออกไปเล่นด้วยกันลำพัง แต่ตอนหลังต้องแยกกันเพราะคนเยอะจริงๆ ตอนผมกำลังตามหาพอล ผมคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ใกล้กับอุโมงค์นั่นน่าดู ผมเดินไปทางนั้นอย่างลังเลแล้วแอบดู และผมต้องประหลาดใจเพราะเห็นเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่กลางรางรถไฟ มือถือตะกร้าบิดเบี้ยวขณะโยกตัวไปมาช้าๆ

“แม่เหรอ?” ผมกระซิบกับตัวเอง

ด้วยเหตุผลบางอย่าง เงานั่นได้ยินผม มันมองขึ้นบนและจ้องผม ขนสันหลังผมลุกชัน เงานั่นลุกยืนแล้วเดินมาทางผมช้าๆ ผมเองเดินเข้าใกล้เงานั่นเหมือนถูกมนต์สะกด แต่แทนที่จะรู้สึกโล่งใจและรู้สึกถึงความรักของแม่ ผมกลับรู้สึกหายใจไม่ออก และอยู่ๆ เงานั่นก็หายวับไป ผมมองไปรอบตัว รู้สึกอากาศรอบกายหนาหนักจนหายใจลำบาก มีบางอย่างอยู่ข้างหลังผม และมันกระซิบข้างหูผม “โจ” 

ผมตกใจยืนตัวแข็ง เงาดำมืดเข้ามาใกล้กว่าเดิมและผมหายใจไม่ออก รู้สึกมีหนวดเย็นยะเยือกของอะไรสักอย่างแตะถูกแก้ม นั่นทำให้ผมหลุดจากภวังค์แล้วออกวิ่งสุดชีวิต พอกลับถึงบ้าน ผมกระแทกประตูปิด ยืนพิงประตูหอบหายใจตัวสั่นเทา

“กลับมาแล้วเหรอ พอลกับฉันกำลังจะออกไปตามหาเธออยู่พอดีเลย” เสียงมาร์ซีดังมาจากครัว “ทริกออร์ทรีตสนุกมั้ยจ๊ะ?”

ผมพยายามสงบอารมณ์ “ก็โอเคฮะ” ผมตอบ

“ฉันทำพายฟักทองนะ แต่เธอคงกินลูกอมมาเยอะอยู่ละสิ ใช่มั้ย?”

“ใช่ฮะ ผมเหนื่อยน่าดู ขอไปนอนเลยนะครับ”

มาร์ซียิ้มอบอุ่น “ฝันดีนะจ๊ะ”

***


สองสามชั่วโมงต่อมา ตอนผมกำลังฝันหวานว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเลลูกอม อยู่ๆ ฝันของผมกลับมืดสนิท ผมรู้สึกหนาวขึ้นมาตะหงิดๆ และพยายามห่มผ้าแต่ก็ไม่รู้สึกอุ่นขึ้น ผมเปิดเปลือกตา ทั้งห้องมืดสนิท ผมมองไปรอบๆ และเห็นเงาร่างหนึ่งข้างเตียงที่ขยับได้เอง

มันเอื้อมมาที่ผมแต่ผมขยับหนี

“โจ” มันกระซิบ

“แม่” ผมยื่นมือไปทางเงานั่นช้าๆ มันเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง

“กลับบ้าน” มันพูด พลางหันมองออกนอกหน้าต่างไปทางอุโมงค์

ผมมองตามทางที่มันชี้ “ไม่แม่ ที่นี่เป็นบ้านของผมแล้ว”

เงานั่นหดกลับกะทันหันตอนมาร์ซีเดินเข้ามาเช็กห้องผม

“ที่รัก เป็นอะไรไปน่ะ? กินน้ำตาลมากไปใช่มั้ยล่ะ–?” มาร์ซีหยุดพูดกลางประโยคตอนเห็นเงาดำตะคุ่มเหนือร่างผม

“นั่นแม่คนใหม่ของผม” ผมพูด “เธอดูแลผมอย่างดี สอนให้ผมอ่านหนังสือและไม่เคยตีผมเลยสักครั้งเดียว”

“จะ..โจ..” มาร์ซีกระซิบโดยไม่ละสายตาไปจากเงาดำทะมึน

“ไว้ผมจะอธิบายให้ฟังทีหลัง” ผมกระซิบตอบ

ทันใดนั้น เงาดำตะคอก “เลือด!”

หนวดดำสนิททะลวงหูของมาร์ซี เธอกรีดร้องแต่เงามืดเข้าครอบครองพื้นที่ในปากและดวงตาของเธอจากข้างใน ทำให้เธอดูเหมือนตุ๊กตาหุ่นเชิด ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในตัวเธอ แต่จากด้านนอก ร่างของเธอเหวี่ยงไปมาอย่างรุนแรงควบคุมไม่ได้ เลือดสาดกระเซ็นตอนเธอกระแทกตัวเองกับผนังห้องราวกับว่ากำลังมองหาทางออกที่ไม่มีวันหาพบ

“หยุดนะแม่!” ผมตะโกนแต่ไม่กล้าขยับเขยื้อน

หนวดดำสนิทหลุดออกจากหูมาร์ซีในที่สุดและเธอทรุดฮวบลงในกองเลือด

พอลและชารอนเดินขยี้ตาเข้ามาในห้อง “เกิดอะไรข–?” ชารอนพูดไม่จบเพราะเห็นร่างแม่ของเธอและกองเลือดบนพื้น 

“แม่!” ชารอนและพอลตะโกนพลางวิ่งไปหามาร์ซีขณะเงามืดเคลื่อนเข้าหาพวกเขา

“แม่! ไม่นะ!” ผมตะโกน กระโจนเข้าหาเงามืดพยายามจะหยุดมัน แต่ร่างผมแค่ผ่านเงามืดนั่นไปเฉยๆ ผมกระแทกลงกับพื้นข้าวของในห้องกระจัดกระจาย ผมทำได้แค่มองตอนหนวดมืดเจาะเข้าหูชารอนและพอล ใบหน้าของพวกเขาเป็นส่วนผสมระหว่างความหวาดกลัวสุดชีวิตและความเกลียดชังของคนที่ถูกหักหลัง มันเป็นสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม ขณะเงาดำสนิทเปลี่ยนพวกเขาเป็นหุ่นเชิดเลือดโชก

ในที่สุดพวกเขาทรุดกองกับพื้นและผมหน้ามืดหมดสติ..

ผมฟื้นขึ้นมารู้สึกทั้งร้อนและหนาวในเวลาเดียวกัน เงาดำปัดโดนแก้มทำเอาผมสั่นเทาขณะไฟลามห้องนอนผม ผมมองไปรอบๆ และเห็นเครื่องทำความร้อนนอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นทั้งที่ยังทำงาน ขดลวดสีแดงฉานติดไฟกับพรมบนพื้น ตอนนี้ไฟลามไปทั่วเหมือนห่าฝน ผมเหลียวไปมองร่างแหลกเหลวสามร่างและพวกเขาไม่ขยับเขยื้อน ผมรีบกระโดดออกนอกหน้าต่าง ตกลงบนพื้นหญ้าข้างนอกรู้สึกถึงลมเย็นเฉียบ ผมหันไปมองเปลวเพลิงกลืนกินสิ่งที่เคยเป็นบ้านและครอบครัวของผม

“กลับบ้าน” เงามืดกระซิบข้างหู

“ไม่แม่ แม่ทำลายบ้านของผม!” ผมตะคอกกลับ

“บ้านงั้นเหรอ!” มันขู่กลับ หนวดดำสนิทตวัดใกล้หูผม

“เอาเลย! ผมตายเสียยังจะดีกว่าต้องกลับไปอยู่กับแม่!”

ตอนนั้นเอง เสียงรถดับเพลิงดังแว่วมาแต่ไกล ผมเอามือแตะเงามืดตรงหน้า “ให้ผมได้อยู่ในแบบของผมเถอะ พอทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ผมสัญญาว่าจะกลับบ้านไปหาแม่”

หนวดดำสนิทม้วนปลายกอบกำมือผมเอาไว้ ผมพยายามห้ามใจไม่ให้ดึงมือหนี ตอนมือผมเริ่มชาเพราะความเย็นยะเยือก เงามืดก็หายวับไปกับตา

ผมทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้าเปียกๆ ตาจ้องไปที่เปลวไฟตอนมันลามเลียสูงขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน กลิ่นพลาสติกและไม้ไหม้ทำผมรู้สึกเหมือนตัวผมเองก็เหลวละลายไปด้วย ลึกลงไปข้างใน ผมได้ตายตกไปตามครอบครัวแสนดีของผมด้วย

รถดับเพลิงมาถึงพร้อมแสงไฟกระพริบสีแดงเต็มพื้นที่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงคนหนึ่งพาผมออกห่างจากตัวบ้าน ให้นั่งที่ขอบฟุตบาท แล้วเอาผ้าห่มมาคลุมไหล่ให้ผม 

ไม่นานนักพวกเขาก็คุมเพลิงไว้ได้ เปลวเพลิงดุดันสีส้มสว่างถูกดับลงเหมือนกันกับความหวังและความฝันของผมที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดาที่ถูกดับไปด้วย ผมนั่งมองพื้นเงียบอยู่ตรงนั้น

“โจ” เท็ดเรียก

และผมไม่ได้ตอบ ไม่ได้กระพริบตา ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น

หลังต้องไปขึ้นศาลเพื่อให้การ เท็ดขับพาผมไปยังบ้านหลังใหม่ พวกเรามาถึงอาคารอิฐขนาดใหญ่รายล้ด้วยรั้วไฟฟ้า ป้ายด้านหน้าอ่านว่า “สถาบันจิตเวชลาร์เซน” ประตูรั้วเปิดและเขาขับเข้าไปข้างใน เขาโค้งตัวไปข้างหน้ามือยังจับพวงมาลัยรถ จากนั้นถอนหายใจยาว “ฟังนะ ถ้าเธออาการดีขึ้นแล้วฉันจะกลับมารับ ฉันสัญญา”

เจ้าหน้าที่สี่คนเดินมารับผมเข้าไปข้างใน

***


ช่วงเวลาในสถาบันจิตเวชช่วยได้มาก ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมายและออกมาเหมือนเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเก่า และเท็ดรักษาคำพูด เขามารับผมเมื่อถึงเวลา

อย่างน้อยทุกอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

แต่ยังมีบางเรื่องที่ผมยังไม่ได้เล่าให้คุณฟัง

***


ห้าสิบปีต่อมา...

“ปู่คะ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า?” เอมิลี่ถามพลางจ้องหน้าผม

“แน่นอนสิ” ผมตอบ “นี่หนูหาว่าปู่โกหกงั้นเหรอ?” ผมถามยิ้มๆ

“เปล่าค่ะ แต่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้นคะ?” 

“ทุกอย่างดีขึ้น เขาโตขึ้น แต่งงาน และมีครอบครัวแสนสุข” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม

“เอาล่ะตัวเล็ก” โจ จูเนียร์พูด “ดึกแล้ว เราต้องไปกันแล้วล่ะ” 

เอมิลี่กอดผมแล้วลุกจากตัก “ปู่คะดูหนูสิ หนูเป็นเจ้าหญิง” เธอพูด หมุนตัวเป็นวงกลม

“และเป็นเจ้าหญิงแสนสวยเสียด้วย” ผมพูด “ปีนี้ปู่ขอให้หนูได้ลูกอมเยอะๆ นะ เอ้านี่ ปู่ให้ก่อนเลย” ผมพูดจากนั้นเอาขนมเต็มกำมือใส่ฟักทองพลาสติกเล็กๆ ที่เธอถืออยู่ เอมิลี่ยิ้มกว้างแล้วหอมผมที่แก้ม แล้วก้าวกระโดดไปที่รถ

“เราไปก่อนนะพ่อ” โจ จูเนียร์พูด “ยังต้องไปเล่นทริกออร์ทรีตกันต่ออีก”

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเอมิลี่อายุแปดขวบแล้ว” ผมพูดอย่างครุ่นคิด

“จริงด้วย เวลาผ่านไปเร็วมากจริงๆ” โจ จูเนียร์พูดพลางมองนาฬิกา

“นั่นสิ” ผมมองโจ จูเนียร์

“พ่อแน่ใจเหรอว่าจะไม่มาอยู่ด้วยกัน? แม่จากพวกเราไปปีกว่าแล้วนะครับ” โจ จูเนียร์ถาม

“ลูกก็รู้ว่าพ่อทำแบบนั้นไม่ได้ พ่อสัญญาเอาไว้แล้ว” ผมพูดเรื่อยๆ พลางหยิบมีดขึ้นมาเหลาไม้ในมืออย่างใจลอย

“ไม่เอาน่าพ่อ อีกแล้วเหรอ” โจ จูเนียร์พูดพลางเอามือปิดหน้า “นึกว่าสถานบันจิตเวชรักษาพ่อหายแล้วซะอีก พ่อไม่ได้กินยาอีกแล้วสิ” 

ผมยิ้มเศร้าๆ “ลูกพ่อ พวกเขารักษาปัญหาของพ่อด้วยยาไม่ได้หรอก”

โจ จูเนียร์คอตกแล้วถอนใจยาวอย่างยอมแพ้ “โอเคพ่อ ผมรักพ่อนะ” 

“พ่อก็รักลูกนะ” ผมพูด เอมิลี่โบกมือให้ขณะพวกเขาพากันขับรถจากไป ผมมองดูพวกเขาหายลับไปจากสายตา ใบไม้สีเคยเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองตอนนี้กลายเป็นสีน้ำตาลตุ่น อีกไม่นานฤดูหนาวก็จะกลับมาอีกครั้ง ผมยิ้มตอนมองไปที่เก็บฟืนว่างเปล่าอย่างไม่กังวลอะไร ผมกัดฟันกรอดตอนอากาศรอบตัวเริ่มหนาหนักขึ้น และเงามืดสนิทปรากฎขึ้นบนเก้าอี้ ผมยังคงเหลาไม้ด้วยมีดในมือ พยายามเต็มกำลังที่จะไม่ให้มันรู้ว่าผมกลัว มันยื่นมือมาทางผมแล้วจับมือผมไว้


“กลับบ้าน” มันกระซิบ

“ครับแม่ ผมถึงบ้านแล้ว” ผมยิ้ม ไม่ใส่ใจความเย็นยะเยือกที่ลามขึ้นมาถึงแขน ผมวางชิ้นไม้ที่แกะสลักเป็นเครื่องจักรรถไฟลงแล้วหยิบกล้องยาสูบขึ้นจุดแล้วสูบเฮือกใหญ่ จากนั้นมองดูไม้ขีดไฟไหม้ไฟ ผมมองเห็นภาพชีวิตเล็กๆ ของตัวเองผ่านเปลวไฟตรงหน้า ผมไม่ใช่คนสูบจัด ที่จริงไม่ค่อยได้สูบเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้ไม่เหมือนทุกวัน วันนี้เป็นวันพิเศษ ตอนไฟลามมาถึงนิ้ว ผมปล่อยไม้ขีดในมือหล่นลงบนเศษไม้ ลุกยืนแล้วเดินเข้าบ้าน

หมอแนะนำให้ผมกินยานอนหลับไม่เกินสองเม็ดถ้าจำเป็น แต่ผมกลืนเข้าไปทั้งหมดสองโหล

ขณะผมเขียนบันทึกนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผมแค่อยากจะบอกลาคนสำคัญในชีวิตผมสองสามคน

ถึงเรย์: ขอบคุณที่เสียสละชีวิตนายเพื่อรักษาชีวิตฉันเอาไว้

ถึงเท็ด: ขอบคุณที่ให้ชีวิตใหม่กับผม

และถึงแม่: ขอให้แกตกนรกหมกไหม้ไม่ได้ผุดได้เกิดเหมือนกันกับฉัน…

ผมเอนตัวลงนอนบนโซฟาเก่าแล้วมองรอบกระท่อมเป็นครั้งสุดท้าย “ราตรีสวัสดิ์นะแม่” ผมกระซิบกับเงามืด มันกอบใบหน้าผมไว้ในมือ ผมหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน

ผมวางสมุดบันทึกในถังแล้วเอาผ้าห่มวางทับ

***


เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานตลอดคืนเพื่อพยายามควบคุมเพลิงก่อนมันจะกลายเป็นไฟป่า พอไฟดับ พวกเขาเริ่มสืบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ พวกเขาพบศพของโจ ไฟเริ่มที่หน้าบ้านใกล้กับเก้าอี้ไม้ ไม่เหลืออะไรมากนักนอกจากสมุดบันทึกเล่มหนึ่งในถังที่มีผ้าห่มคลุมเอาไว้ สมุดบันทึกเล่มนี้ที่ผมกำลังอ่านให้คุณฟังอยู่ตอนนี้ละ จากนั้นพวกเขาพบหลุมฝังศพสองหลุม หลุมหนึ่งเพิ่งขุดใหม่และว่างเปล่า คำเขียนถูกไฟเผาแต่ยังพออ่านออกได้ หลุมแรกอ่านว่า “แม่” และคำเขียนที่สอง “โจ” ตามด้วยประโยคสั้นๆ…

‘ความตายคือทางออกเดียว’

------------------------------------

🌟🌟 Special thanks to the author of the original story. Please check out the links here: 👇🏻👇🏻👇🏻

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น