เสียงคลานบนชั้นสอง
สองสามคืนก่อน ฉันอยู่บ้านคนเดียว นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ในครัว เลื่อนดูโพสต์บนโซเชียลมีเดียบนแล็ปท็อบ เป็นแค่อีกคืนสุดสัปดาห์ที่น่าเบื่อ
ฉันอยู่คนเดียวและไม่ชอบออกไปสังสรรค์ที่ไหน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ฉันยังโสดทั้งที่อายุเกินสามสิบแล้ว ฉันเช็กเวลา สี่ทุ่มแล้ว ได้เวลาเตรียมตัวนอนตอนอยู่ๆ มีเสียงเคาะประตูบ้าน เล่นเอาฉันเกือบทำชาหกใส่แล็ปท็อบ
“เจ้าหน้าที่ตำรวจ คุณโทรแจ้งเรื่องฉุกเฉิน เปิดประตูด้วยครับ”
อะไรกัน.. ฉันไม่ได้โทรแจ้งอะไรตำรวจสักหน่อย
ด้วยความงุนงง ฉันรีบเดินไปเปิดประตู
“เอ่อ.. สวัสดีค่ะคุณตำรวจ คุณคงมาบ้านผิดแล้วล่ะ ฉันไม่ได้โทรหาตำรวจ” ฉันยิ้มงงๆ ขณะพูด
แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายตรงหน้าดูไม่สับสนอะไรเลย
หนึ่งในพวกเขาแนะนำตัว “สวัสดีครับคุณผู้หญิง ผมเจ้าหน้าที่ไบลท์ และนี่คู่หูผมเจ้าหน้าที่ดัชแชม”
ฉันสังเกตเห็นป้ายชื่อบนชุดเครื่องแบบ “เรเนอร์ ไบลท์” และ “เกร็ก ดัชแชม”
“เราได้รับรายงานจากที่อยู่นี้ ผู้หญิงที่โทรมาอ้างว่าได้ยินเสียงคลานของสัตว์ขนาดใหญ่บนชั้นสองขณะอยู่ในห้องนั่งเล่น คุณอยู่คนเดียวหรือเปล่าครับ? มีผู้หญิงคนอื่นในบ้านมั้ย?” เจ้าหน้าที่ไบลท์ถาม ตาของเขามองผ่านหน้าฉันไปที่บันไดระหว่างห้องครัวและห้องนั่งเล่นซึ่งนำไปสู่โถงทางเดินมืดบนชั้นสอง
“เปล่าค่ะ ฉันอยู่คนเดียว และไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติ ฉันแน่ใจว่าไม่ได้โทรไปแจ้งตำรวจเรื่องอะไรทั้งนั้น คุณแน่ใจเหรอว่าที่อยู่นี้?” ฉันสับสนมากขึ้นทุกที
“ที่อยู่คุณใช่ที่นี่หรือเปล่าครับ?” เจ้าหน้าที่ยื่นหน้าหนึ่งในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ในมือให้ดู
“ใช่ค่ะ แต่…” ฉันไม่รู้จะพูดอะไร พวกเขาได้ที่อยู่มาถูก ฉันเริ่มรู้สึกกลัว
“งั้นพวกเราต้องขอเข้าไปตรวจดูข้างในครับคุณผู้หญิง อาจมีแขกไม่ได้รับเชิญอยู่ที่นี่โดยที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้ “เจ้าหน้าที่ไบลท์พูดออกแนวล้อเล่น เหลียวไปมองคู่หูที่ก็ยืนยิ้มรออยู่แล้ว
ฉันเริ่มรู้สึกไม่พอใจที่เห็นเจ้าหน้าที่ทำเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น แต่พอมองผ่านหัวไหล่พวกเขาออกไปที่ความมืดสนิทข้างนอก ฉันบอกตัวเองว่าการที่มีตำรวจอยู่ใกล้ๆ อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก
“ใจเย็นครับคุณ ผมแน่ใจว่าคงไม่มีอะไร บางทีคนที่โทรมาอาจจะให้ที่อยู่ผิดไป พวกเราแค่จะตรวจดูให้แน่ใจเท่านั้นเอง” คราวนี้เจ้าหน้าที่ดัชแชมเป็นฝ่ายพูด พร้อมก้าวมาข้างหน้าราวกับเชื้อเชิญตัวเองเข้ามาข้างในบ้าน ทำให้ฉันต้องถอยหลังเพื่อเปิดทาง โดยมีเจ้าหน้าที่ไบลท์ก้าวตามเข้ามาติดๆ
พวกเขาเดินตรงขึ้นไปบนชั้นสอง ฉันเปิดไฟทุกดวงให้พวกเขา
พวกเขาตรวจดูทุกที่ รวมทั้งใช้ไฟฉายส่องใต้เตียงและด้านนอกหน้าต่างในห้องนอน เมื่อไม่พบอะไร พวกเขาขอตัวกลับ
จากชานหน้าบ้าน ฉันมองตามร่างของพวกเขาหายไปในความมืด อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้เห็นรถตำรวจ
บางทีพวกเขาอาจจอดรถไว้ที่อื่นใกล้ๆ แต่ประเด็นคือฉันไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์สตาร์ทหรือเห็นไฟหน้าที่ไหนในบริเวณใกล้เคียงเลย
ลมหนาวยะเยือกเตือนให้ฉันกลับเข้าข้างใน ฉันเดินกลับไปที่แล็ปท็อป มึนงงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง..
การได้ยินว่ามีคนแจ้งว่าได้ยินเสียงคลานอยู่ชั้นบนนั้นน่าขนลุกมากพออยู่แล้ว ถึงจะไม่อะไรผิดปกติในบ้านก็เถอะ แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายสิ ดูผิดปกติน่าสงสัยเอาการ
อย่างแรกเลย พวกเขาไม่มีรถ อีกอย่าง พวกเขาดู.. ไม่เป็นระเบียบ
ฉันเข้าใจว่างานของตำรวจอาจจะต้องเผชิญกับเรื่องวุ่นวายอยู่บ้าง ชุดเครื่องแบบเปื้อนฝุ่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สองคนนั้นดูโทรมซอมซ่อ แทบเหมือนคนไร้บ้านที่ต้องอยู่ข้างนอกมาแรมปี
หรือว่าฉันโดนหลอก?
ฉันอาจต้องโทรแจ้งตำรวจและถามว่ามีเจ้าหน้าที่สองคนนี้ที่สถานีหรือเปล่า
ขณะคิดไปเรื่อย ฉันกูเกิ้ลชื่อของเจ้าหน้าที่ทั้งสองนาย บางทีชื่อของพวกเขาอาจโผล่มาในบัญชีรายชื่อจากเว็บไซต์ตำรวจท้องที่ก็ได้
นั่นไง.. ชื่อของพวกเขาโผล่ขึ้นมาพร้อมกัน
มันเป็นบทความจากบล็อกเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ ตำนานเมือง และอาชญากรรมในชีวิตจริงที่ยังแก้คดีไม่ได้
บทความนี้ตีพิมพ์เมื่อห้าปีที่แล้ว มีชื่อเรื่องว่า “เจ้าหน้าที่เรเนอร์ ไบลท์และเกร็ก ดัชแชมหายตัวลึกลับหลังออกตรวจบ้านที่โทรมาแจ้งว่ามีเสียงคลานอยู่บนชั้นสอง”
ฉันรู้สึกปวดท้องขึ้นมากระทันหัน ที่อยู่ในบทความเป็นที่อยู่เดียวกันกับบ้านฉัน
และนี่คือเนื้อความย่อๆ
••••••
คืนหนึ่งเมื่อประมาณเก้าปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ไบลท์และเจ้าหน้าที่ดัชแชม มาที่ที่อยู่นี้เพื่อตอบรับสายฉุกเฉินจากเจ้าของบ้าน ผู้โทรชื่อลอรี่ แรนดอลล์ เธอบอกว่าตอนดูทีวีในห้องนั่งเล่น เธอได้ยินเสียงตัวอะไรบางอย่างฟังดูคล้ายสัตว์ขนาดใหญ่ กำลังคลานอยู่ในโถงทางเดินชั้นบน พอเดินไปดู เธอพบรอยเลือดบนบันไดที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสอง เธอไม่กล้าขึ้นไปข้างบนเลยโทรแจ้งตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่มาถึงบ้านและผู้หญิงเจ้าของบ้านรออยู่ที่ระเบียง เธอตื่นกระหนก บอกเจ้าหน้าที่ว่าเธออายุ 52 ปีและอาศัยอยู่ที่นี่คนเดียว และตอนนี้ไม่กล้าเข้าบ้านเพราะกลัวสิ่งที่อยู่ข้างใน
เจ้าหน้าที่บอกให้ลอรี่รอที่ชานหน้าบ้านและเข้าไปตรวจในบ้าน พวกเขาไปที่บันไดและเห็นรอยเลือดเป็นทาง
มีรอยเลือดแค่ครึ่งทางลงบันได เหมือนกับว่ามีบางอย่างกำลังลงไปข้างล่างแต่เปลี่ยนใจแล้วเดินกลับขึ้นไปใหม่
ตำรวจทั้งสองนายดีงปืนออกมา เตรียมพร้อมยิง ตามรอยเลือดขึ้นไปชั้นสอง เลือดสดๆ เต็มโถงทางเดินแล้วเลยเข้าไปในห้องน้ำที่ปลายสุดทางเดิน
ดูจากรอยเลือด เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายเชื่อว่าตัวอะไรก็ตามได้ลากศพเหยื่อไปทั่วชั้นสอง พอไปถึงห้องน้ำ พวกเขาเห็นหน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ ทิ้งรอยเลือดเป็นทางออกไปข้างนอก ดูเหมือนว่ามันแอบเข้ามาในบ้านทางหน้าต่าง ตัดสินใจลงไปข้างล่าง แต่เปลี่ยนใจแล้วกลับออกไปทางหน้าต่างอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ส่องไฟฉายออกนอกหน้าต่างและตรวจสอบพื้นผิวผนังด้านนอก น่าแปลกตรงที่รอยเลือดไม่ได้ถูกลากต่อขึ้นบนหรือลงล่าง แต่กลับเป็นรอยลากแนวขนานตรงไปทางประตูหน้า พวกเขาไม่มีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้และตัดสินในกลับลงไปข้างล่าง
ลอรี่ไม่อยู่ที่นั่นตอนพวกเขาลงไปถึง ด้านนอกมืดสนิท เธอหายไปไหนกัน พวกเขาตะโกนเรียกเธอแต่ก็หาเธอไม่พบ
ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไร อยู่ๆ ก็รู้สึกมีอะไรเหนียวๆ หยดใส่หน้าและหัวไหล่อย่างต่อเนื่อง พวกเขามองหน้ากันแล้วเห็นเลือดบนโชกบนหน้าและไหล่ของพวกเขาก่อนจะมองขึ้นบนอย่างพร้อมเพรียง และ..
เรื่องจบลงแค่นั้น..
••••••
บทความจบลงแบบห้วนๆ อาจจะจบให้คิดเองเพื่อความบันเทิงหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้
ไม่มีการอ้างแหล่งที่มาใดๆ
ใครคนอื่นที่ได้อ่านบทความนี้คงคิดว่าเป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นมา แต่รายละเอียดพวกนี้ ที่อยู่ ชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเนื้อหา.. ทำเอาฉันขนลุกซู่
มาถึงตอนนี้ก็เลยเวลาเที่ยงคืนแล้ว ฉันพยายามสงบสติอารมณ์และตัดสินใจเข้านอน ตั้งใจจะโทรไปเช็กกับสถานีตำรวจและตัวแทนขายบ้านพรุ่งนี้
พอผล็อยหลับสักพัก ฉันต้องตกใจตื่นด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกข้างนอก
“ไม่นะ ได้โปรดส่งตำรวจมาที! มีเลือดเต็มไปหมดบนบันได ฉันไม่กล้ากลับเข้าไปข้างใน มาเร็วเข้า.. มาเดี๋ยวนี้เลย!”
นั่นเสียงผู้หญิง..
ฉันโผลุกจากเตียงแล้วรีบก้าวยาวๆ ไปที่หน้าต่างเพื่อมองหาต้นตอเสียง ฉันเปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้ แต่เพราะหลังคาบังส่วนชานหน้าบ้าน ทำให้มองไม่เห็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ได้ยินแต่เสียงผู้หญิงยังคงพูดไม่หยุด
ตอนนี้เธอบอกที่อยู่ให้คนที่ปลายสายฟัง
หลังจากนั้นทุกอย่างเงียบสนิทลงอีกครั้ง
เกิดอะไรขึ้น?
ฉันยืนมองอยู่พักใหญ่แต่ไม่ได้เห็นและได้ยินอะไรอีก ความเหนื่อยอ่อนเข้าครอบงำอีกครั้ง นี่มันกี่ทุ่มกี่ยามกันแล้วนะ.. บางทีฉันอาจเก็บเอาบทความน่ากลัวมากไปจนหลอนก็ได้มั้ง
ฉันตัดสินใจเดินกลับเตียงแล้วผล็อยหลับไปอีกครั้ง
ฉันกระพริบตาเร็วๆ รู้สึกถึงลมหนาวบนผิว พอมองไปรอบๆ ปรากฎว่าฉันกำลังยืนสั่นอยู่หน้าประตูในชุดนอน
เกิดอะไรขึ้น? ฉันไม่เข้าใจ.. เดินละเมอเหรอเนี่ย?
ฉันหันหลังกลับและเห็นประตูบ้านเปิดค้างเอาไว้ ฉันรีบเดินเข้าบ้านและสิ่งที่เห็นทำเอาเลือดในตัวกลายเป็นน้ำแข็ง
ศพหญิงกลางคนยืนตาวาวอยู่ตรงหน้า ผิวของเธอสีเทา คอหอยเป็นแผลลึกเหวอะหวะยาวลงมาตามร่างจนถึงท้องน้อย เหมือนมีใครมาขุดร่องน้ำบนร่างด้านหน้าของเธอ พื้นใต้เท้าเจิ่งนองไปด้วยเลือดแดงคล้ำ มีเลือดหยดเร็วๆ จากปลายนิ้วทั้งสิบและขอบกระโปรง
ร่างเหวอะหวะยืนทื่ออยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ฉันยืนนิ่งด้วยความกลัว จ้องมองดวงหน้าไร้ความรู้สึกตรงหน้า
อยู่ๆ ร่างนั้นเริ่มสั่นอย่างแรง มันก้มลงช้าๆในท่าคลานเข่า หันหลังกลับแล้วคลานเข้าสู่ความมืดของโถงทางเดินลึกเข้าไปข้างใน
ฉันยืนนิ่งมองมันคลานสี่ขาไปที่บันไดแล้วเริ่มไต่ขึ้นชั้นสอง ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทาง
และฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงเมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ถึงจะได้รู้ว่าสิ่งที่เห็นเมื่อคืนเป็นแค่ฝันร้าย แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สีกดีขึ้นเลย
บทความที่อ่านอาจสร้างฝันร้ายเมื่อคืน หรือบางทีบทความเป็นเรื่องจริงและผีตนนั้นมาเยี่ยมฉันจริงๆ
ฉันอาบน้ำ กินมื้อเช้าแล้วโทรหานายหน้าขายบ้าน ฉันรู้ว่าบ้านหลังนี้อายุได้สามปี มันถูกสร้างทับบ้านหลังเก่าและใช้ที่อยู่เดียวกัน เจ้าของเดิมตัดสินใจขายเพราะได้บ้านอีกหลังเป็นมรดกเมื่อสองปีก่อน และฉันซื้อมันต่อจากเขา นอกเหนือไปจากนี้ฉันไม่ได้ข้อมูลอะไรอื่นที่มีประโยชน์เลย
จากนั้นฉันตรงไปที่สถานีตำรวจในเมืองเพื่อถามเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สองนาย ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ทั้งสองนายมีตัวตนอยู่จริงและเป็นส่วนหนึ่งของทีมตำรวจที่นี่เมื่อหลายปีก่อน พอฉันบอกพวกเขาว่าตำรวจทั้งสองนายมาที่บ้านฉันเมื่อคืนก่อนเพราะมีคนโทรไปแจ้งตำรวจโดยอ้างที่อยู่ของฉัน พวกเขายืนยันว่าไม่มีสายโทรเข้าที่ว่าและให้ฉันดูรูปถ่ายของเจ้าหน้าที่ไบลท์และดัชแชม
ฉันบอกพวกเขาว่านั่นคือเจ้าหน้าที่สองนายที่มาที่บ้านฉันเมื่อคืน
พวกเขาเล่าให้ฟังว่าทั้งไบลท์และดัชแชมหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อเก้าก่อนหลังได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากที่อยู่ของฉัน ผู้แจ้งเป็นเจ้าของบ้านผู้หญิงอายุ 52 ปี ชื่อลอรี่ แรนดาลล์
ฉันถามถึงเจ้าของบ้านแต่เจ้าหน้าที่ลังเลไม่อยากตอบ บอกเพียงแค่ว่าเธอก็หายตัวไปด้วยในคืนเดียวกัน
ฉันกลับมาถึงบ้านและทบทวนทุกอย่าง เจ้าหน้าที่ไบลท์และดัชแชมมีตัวตนจริง อย่างน้อยก็มีตัวตนเมื่อเก้าปีที่แล้ว ฉันลืมขอดูรูปเจ้าของบ้านที่หายตัวไป แต่คิดว่าไม่จำเป็น
เรื่องทั้งหมดทำฉันเวียนหัว
ดูเหมือนตำรวจจงใจปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
อาจเป็นเพราะพวกเขาพบบางอย่างที่อาจทำให้ทั้งเมืองตื่นตระหนกก็เป็นได้
ความกลัวของฉันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฟ้าเริ่มมืดลง แต่ฉันไม่เชื่อว่าตัวเองจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆ เพราะเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ ฉันเตือนตัวเองให้โทรแจ้งตำรวจทันทีถ้าสงสัยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
ตอนนี้สองทุ่มแล้วและฉันเปิดไฟทุกดวงในบ้านทั้งชั้นบนและล่างแล้วไปนั่งซุกอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก พอได้เวลาสี่ทุ่ม ฉันลุกยืดเส้นยืดสายพลางหาวนอน ตัดสินใจจะไปนอนเสียที หวังลีกๆ ว่าจะไม่มีฝันร้ายถึงหญิงร่างเหวอะ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจลึกลับอีก
ฉันเดินไปที่บันไดแล้วหยุดกึก
ข้างบนมืดสนิท..
ฉันจำได้ว่าจงใจเปิดไฟทุกดวงในบ้านก่อนมืดวันนี้..
ฉันยืนนิ่ง หัวหมุนติ้วคิดอะไรไม่ออก และแล้ว.. เสียงคลานก็ดังขึ้นอีกครั้ง ภาพหญิงร่างเหวอะในฝันเมื่อคืนผุดขึ้นในหัวทำฉันขนลุกซู่ไปทั้งหลัง
ฉันยกมือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงกรีดร้อง พุ่งไปที่ประตูหน้า แต่เกิดจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลอรี่และเจ้าหน้าที่สองคนที่ชานหน้าบ้านเลยหยุดตัวเองก่อนจะหมุนลูกบิดประตู
แทนที่จะออกจากบ้าน ฉันย่องกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น คุกเข่าหลังโซฟาแล้วโทรแจ้งตำรวจ
“มีบางอย่างคลานอยู่บนชั้นสอง!”
เจ้าหน้าที่เสนอจะถือสายคุยกับฉันระหว่างรอให้ตำรวจมาถึง แต่ฉันปฏิเสธเพราะไม่อยากมัวคุยโทรศัพท์ขณะมีอันตรายอยู่ในบ้านตัวเอง
เสียงดังเอี๊ยดกะทันหันน่าจะมาจากประตูปลายโถงทางเดิน
มันกำลังคลานเข้าไปในห้องน้ำ..
แต่ถ้าบทความเมื่อคืนนี้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ ตอนนี้มันอยู่นอกบ้านและฉันไม่ควรออกไป ฉันแอบย่องเข้าไปในห้องครัวเงียบๆ คว้ามีดเล่มใหญ่แล้วซ่อนใต้เคาน์เตอร์
ทำไงดี จะรออยู่ตรงนี้เหรอ หรือจะวิ่งออกไปขึ้นรถแล้วขับออกหนีดี?
ตอนนี้ฉันเหงื่อท่วมไปหมด ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำยังไงดี
และอยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้า “เจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดประตู!”
โล่งอกไปที! ในที่สุดตำรวจก็มาถึงแล้ว
ฉันโล่งใจบอกไม่ถูก อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ต้องสู้ลำพัง แต่แล้วฉันจำได้ว่าไม่ได้ยินเสียงรถตำรวจวิ่งมาจอดเลย..
“ผมเจ้าหน้าที่ไบลท์และดัชแชม คุณรู้จักพวกเราแล้ว เปิดประตูที”
“ไม่งั้นเราจะพังเข้าไป!”
เสียงของทั้งคู่ฟังดูเหมือนกำลังหยอกกันเล่น เหมือนฆาตกรต่อเนื่องหยอกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก่อนฆ่าพวกเขา
ไม่นะ! นี่เรื่องจริงเหรอเนี่ย..
ฉันกัดนิ้วโป้งแรงๆ ไม่ให้ร้องออกมา น้ำตาไหลอาบแก้ม
เสียงทุบดังมาจากประตูหน้า แต่ละครั้งดังกว่าครั้งที่แล้ว พวกเขากระแทกตัวเองกับประตู ประตูพังเปิดออก เศษไม้แตกเป็นชิ้นๆ พร้อมเสียงคนล้ม ทั้งคู่หัวเราะคิกคักราวกับเด็กวัยแลกเปลี่ยนเรื่องตลกลามก และหนึ่งในนั้นลุกขึ้นจากพื้น
ฉันกลั้นสะอื้น
“เกร็ก ได้ยินเสียงนั่นหรือเปล่า ฉันว่าลอรี่ยังอยู่ในห้องน้ำ”
“ใช่ อีโง่นั่นไม่รู้วิธีเปิดหน้าต่างด้วยซ้ำ”
พวกมันหัวเราะคิกคัก
“ขึ้นไปดูข้างบนก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยมาเช็กชั้นล่าง”
“โอเค”
จากนั้นฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นข้างบน ตอนนี้มีฉันคนเดียวที่ชั้นล่าง ลอรี่ยังคงอยู่ในบ้านและประตูหน้าพังไปแล้ว ฉันน่าจะวิ่งออกไปไม่ยาก ฉันรีบเดินไปที่ประตูและวิ่งไปที่รถ แต่พอไปถึงดันนึกขึ้นมาได้ว่ากุญแจอยู่บนโต๊ะในห้องนอน
ฉันตบข้างๆ หัวตัวเองแรงๆ “ทำไมไม่เก็บกุญแจไว้กับตัวนะ!”
จะกลับเข้าไปเอาตอนนี้ก็สายไปแล้ว ฉันเปลี่ยนใจหันไปทางป่ารกข้างหน้า ฉันรู้ว่ามันเป็นทางลัดไปยังปั๊มน้ำมันที่อยู่ไม่ไกลนัก ตอนนี้มืดแล้วแต่คิดว่าน่าจะไปถึงได้ไม่ยาก ฉันแค่ต้องเดินผ่านป่ารกประมาณสิบนาที
พอเดินเข้าป่า ฉันพยายามก้าวช้าๆ โดยมีไฟฉายจากมือถือนำทาง มันเป็นป่ารกไม่มีทางเดิน ฉันเดินพลางหันหลังกลับไปมองบ่อยครั้งเพื่อดูว่ามีใครตามมาหรือเปล่า
การเดินที่น่าจะใช้เวลาแค่สิบนาทีรู้สึกเหมือนสิบปี ความรู้สีกเหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์มืดปราศจากความหวังใดๆ
ในที่สุดก็ได้เห็นไฟปั๊มน้ำมันไกลออกไปลิบๆ สัญชาตญาณบอกให้ฉันกรีดร้อง พยายามให้ใครสักคนได้ยิน แต่จู่ๆ ก็รู้สึกมีอะไรหยดใส่ปลายจมูก
มันกลิ่นเหมือนเลือดเน่า..
ก่อนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นมองที่มา และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้เมื่อวานนี้
••••••
ตอนนี้ฉันนอนอยู่บนพื้นหญ้าลึกเข้าไปในป่า
ฉันจำไม่ได้ทั้งหมดว่าเมื่อวานทุกอย่างจบลงยังไง จำได้แต่ความเจ็บปวดแสนสาหัส
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไปแล้ว
ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย
สิ่งที่รู้สึกขณะนอนอยู่ที่นี่คือทั้งคอ ซี่โครงและท้องถูกฉีกขาด คือความหิวโหยบรรพกาล ความโหยหาของอมนุษย์ดึกดำบรรพ์ภายในตัวฉัน และการมีอยู่ของกลุ่มคน..คนหนุ่มสาวเร่ร่อน ที่อาจมาเดินสำรวจพื้นที่ใกล้ๆ แถวนี้เพื่อมองหาความตื่นเต้นแกมอันตรายในป่าที่มืดมิด
พลังชีวิตของพวกเขา ละเอียดอ่อนแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไหลผ่านพุ่มไม้หนาทึบราวกับฝูงลูกปลา ล่อให้ฉันลงมือปฏิบัติการ
บางอย่างดำมืดในตัวฉันเรียกร้องให้ต้องออกไปหาเหยื่อเพื่อตอบสนองความหิวโหยนี้
ฉันหวังว่าจะอัปเดตให้คุณฟังเกี่ยวกับชีวิตใหม่ของฉันต่อไปได้ แต่เกรงว่าอีกไม่นาน อมนุษย์ภายในร่างฉันจะเข้าครอบครองและฉันจะไม่หลงเหลืออะไรมากไปกว่าเศษเล็กเศษน้อยของสติปัญญามนุษย์หลังจากการออกล่าเหยื่อครั้งแรก
ฉันลุกยืนบิดร่างเพื่อยืดเส้นยืดสาย เลือดไหลโกรกจากบาดแผลฉกรรจ์กองเป็นแอ่งอยู่ที่เท้า
อยากรู้จังว่าใครจะเป็นเจ้าของบ้านคนต่อไป..
จบ
------------------------------------------




0 ความคิดเห็น