ผมรู้ว่าคาร์เตอร์หายไปไหนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว-ตอนจบ


ตอนที่ 6

เดี๋ยวนี้ผมบินไปทุกที่มาตลอดสามสิบปี จะขับรถเฉพาะระยะใกล้ๆ อย่างไปทำงานหรือไปซื้อของแถวบ้านเท่านั้น แต่ถ้าภรรยากับผมอยากไปเที่ยวทะเลหรือภูเขาไกลๆ เราต้องขึ้นเครื่องบินไปกัน ลูกสาวผมอาศัยอยู่ห่างออกไปจากบ้านผมแค่ประมาณสามชั่วโมง แต่ผมก็ยังขึ้นเครื่องไปเยี่ยมเธอทุกครั้ง

ถนนเส้นนั้นจบลงที่ถนนทางออกเลนเดียว ไม่มีถนนสายตรงยาวไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่อไป มีแค่ถนนเลนเดียว ผมขับรถออกจากถนนเมนเข้าสู่ถนนเลนเดียวซึ่งนำไปสู่ปั๊มน้ำมันโดดเดี่ยวช้าๆ มีหัวปั๊มหัวเดียวและร้านค้าเล็กๆ ซึ่งปิดอยู่พร้อมป้ายเก่าๆ ฝุ่นหนาเขียนว่า “จะเปิดในไม่ช้า” ห้อยอยู่

ที่ปากทางเข้าปั๊มน้ำมันมีร่างคล้ายหุ่นไล่กายืนโอนเอนใกล้ล้มเต็มที ผมหรี่ตามองอยู่พักใหญ่ถีงได้รู้ว่าคือคาร์เตอร์

ผมคิดจะวิ่งชนปีศาจตรงหน้า แต่หวนคิดถึงความหลังตอนที่เราเคยเป็นเพื่อนกันและตัดสินใจไม่ทำเพราะเห็นถึงมิตรภาพที่เคยมี ผมชะลอรถลงจอด ร่างที่เคยเป็นของคาร์เตอร์เดินกะเผลกผิดมนุษย์มาหยุดอยู่หน้ากระโปรงรถ สีหน้าเคร่งขรึม ผมเปิดหน้าต่างรถแล้วตะโกนถาม “ว่าไงพวก?”

“เอาล่ะเพื่อน ฉันขอโทษที่พยายามหลอกนาย พวกเรายังไม่ตายหรอก โอเคมั้ย เราแค่ติดอยู่บนถนนสายนั้น สายที่ “เขา” เป็นเจ้าของ และฉันผิดเองที่ไปเข้าป่าไปแบบนั้น” ผมได้ยินน้ำเสียงแห่งความสิ้นหวังข้างใต้เสียงเหมือนแก้วแตกของเขา 

“ตอนนี้ฉันเป็นของพวกมันแล้ว ฉันพยายามแลกนายเพื่อตัวฉันเอง ฉันเห็นแก่ตัว นายคิดถูกแล้วที่สงสัยฉัน ข้างนอกนั่นมันน่ากลัวชะมัดเลย นรกดีๆ นี่เอง สิ่งที่อยู่ในเงามืด มันแก่มาก..” คาร์เตอร์ตัวสั่น และผมคิดว่าเห็นสัตว์หลายชีวิตดิ้นพลาดด้วยความเจ็บปวดภายใต้เสื้อผ้าโป่งพองของเขา

“พวกมันบังคับให้ฉันหลอกล่อนาย ถ้านายเห็นสิ่งที่ฉันเห็นนายก็จะหลอกฉันเหมือนกันนั่นแหละ แต่ตอนนี้พวกมันรู้แล้วว่าฉันหลอกนายไม่สำเร็จและนายจะไม่ยอมไปกับฉัน เพราะงั้นมันจะยิ่งทรมานฉันมากกว่าเดิมอีก” เขามองรอบตัวเหมือนมีใครกำลังเรียกเขาอยู่

“ฉันเองก็อยากจะเชื่อนาย จริงๆ นะ ยังไงเราก็เคยเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ? ฉันไม่รู้ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง รู้อย่างเดียวว่าไม่ควรออกไปจากรถนี่” ผมพูดไปอย่างที่คิด

“่ช่วยฉันด้วยเพื่อน ขอร้องละ ถ้านายพาฉันไปด้วย เราอาจจะหาทางออกไปจากที่นี่ได้ ให้ฉันขึ้นรถไปด้วยแล้วเราเข้าไปที่ปั๊มน้ำมันด้วยกัน เผื่อจะออกไปจากที่นี่ได้” คาร์เตอร์ขอร้อง

“ถ้านายไปด้วยเราจะออกไปจากที่นี่ได้งั้นเหรอ?” ผมลองเชิง

“ใช่แล้ว มีทางออกจากที่นี่หลังเข้าปั๊ม” คาร์เตอร์แสยะยิ้มที่มุมปากขยายกว้าง

“มีอะไรที่ปั๊มนั่นคาร์เตอร์?” ผมถามพลางเงี่ยหูฟังเสียงหอนของทาซ

“ฉันไม่บอกนายจนกว่านายจะให้ฉันขึ้นรถด้วย” เขาโน้มตัวเข้าหา

“ทำแบบนี้กับเพื่อนได้ไง?” ผมพูดพลางเข้าเกียร์

คาร์เตอร์เอื้อมมือคว้าประตูรถจังหวะเดียวกับที่ผมเหยียบคันเร่ง เสียงล้อเบียดถนนดังลั่นและรถออกตัวไปข้างหน้า คาร์เตอร์คำราม ร่างชนเข้ากับกระโปรงรถแล้วกลิ้งตลบขึ้นบนตัวรถ

แทนที่เขาจะตกลงด้านหลังรถ กลับมีแต่เศษซากสัตว์ถูกรถชนตายตกกระจัดกระจายทั่วไปหมด แมวบี้แบน นกเละๆ และซากหนูตกลงบนรถเสียงเผละน่าขยะแขยง

ผมเหยียบเบรกก่อนชนเข้ากับกองเนื้อบนพื้นถนน ท้องฟ้าตอนนี้ถูกแต้มด้วยสีแดงเข้ม และอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นควันและยางไหม้ ไร่ข้าวโพดกับป่ารกรอบๆ ปั๊มน้ำมันผสานเข้าหากัน ต้นไม้และต้นข้าวโพดกลายเป็นสีดำคล้ำและใบไม้ทั้งหมดหลุดร่วงลงกับพื้น

ผมรวบรวมความกล้าแล้วลงจากรถ เดินไปเช็กหัวจ่ายน้ำมัน มันเก่าล้าสมัยเห็นได้ชัดว่าไม่เคยถูกใช้งานมาแรมปี

ผมถามตัวเองว่าเคยทำอะไรผิดมากมายนักหนาถึงต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ และจะได้เห็นคาร์เตอร์คนเดิมอีกหรือเปล่า นี่ผมแคร์จริงๆ หรือแค่พยายามหลอกตัวเองว่าผมเป็นคนดีคนหนึ่ง? ผมจะทิ้งเขาไว้ที่นี่ จะไม่สนอะไรอีกต่อไปแล้ว

ผมมองไปรอบปั๊มน้ำมันร้างพยายามหยุดคิดฟุ้งซ่าน ผมไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้แค่เพราะผมโตเป็นผู้ใหญ่และเริ่มมีความรับผิดชอบแต่คาร์เตอร์ไม่ยอมโต ผมจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ นรกรอบตัวยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยไม่หยุด เงาดำมืดในไร่ข้าวโพดเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง และที่นั่นเอง ห่างออกไปไม่ไกล คาร์เตอร์ยืนแสยะยิ้มตัดกับสีหน้าโกรธขึ้ง

“ว่าไง เกิดอะไรขึ้น?” ผมตะโกนพลางเดินไปทางเขา

“นายเป็นบ้าอะไรวะ?” เขาเดินกะเผลกเลาะขอบพื้นที่ปั๊มน้ำมัน

“ไม่มีอะไรนี่ ว่าแต่นายจะบอกได้หรือยังว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง?” ผมหยุดโดยเว้นระยะห่างจากเขาพอสมควรโดยมีเขตกั้นที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นขวางเขาไม่ให้ผ่านเข้ามาในปั๊ม

“คุยกันก่อนน่า” ร่างเขาโอนเอนไปมา

“ไม่ละ” ผมตอบอย่างไม่ลังเล

พอถูกปฏิเสธ ความมืดเริ่มแผ่ขยายรอบตัวเขา ป่าและทุ่งกว้างขยายใหญ่ขึ้น และในที่สุดเสื้อผ้าของเขาระเบิดกระจาย ศพสัตว์เน่าไหลทะลักพรั่งพรูออกมา ลูกแมวตัวหนึ่งตาแข็งปากอ้ากว้างหลุดออกจากลำไส้ของเขา บีเวอร์ตัวอวบลำตัวบิดงอ ขาหลังหงายผิดรูปหลุดลงไปตามขาของเขา หัวกระรอกตาแดงสีเลือดปูดโปนดิ้นบิดออกมาจากไหล่ของเขา กลุ่มแมลงวันขนาดมหึมาบินวนรอบหัวเขาขณะเขาแสยะยิ้มบ้าคลั่ง

ผมพยายามเบือนหน้าหนีแต่มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังเขา ผมมองข้ามไหล่เขาไปและเห็นสัตว์ที่ตายแล้วและถูกเย็บติดกันเคลื่อนไหวไปมา เต่าหัวขาดเดินตุปัดตุเป๋ไปตามคอนกรีตและสะดุดพื้นตรงหน้ารถ กวางคอหักเดินลากหัวไปตามพื้นขณะมันโผล่ออกมาจากป่ารกทึบ แร้งสีดำน่าเกลียดไร้ปีกกลิ้งตามออกมาขณะแมวกะโหลกแหลกเละเดินพลางดันหัวตัวเองไปพลางทิ้งรอยเลือดเป็นทางไว้ข้างหลัง ผมวิ่งกลับไปที่รถ

ที่แย่ไปกว่านั้นคือเสียงนรกแตก เสียงกรีดร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสียงโลหะกระทบกัน เสียงแตรและเสียงหวอดังแสบแก้วหูผสมกับเสียงแมวและเสียงเด็กทารกร้อง ผมยกมือขึ้นปิดหูขณะเปิดประตูและขึ้นนั่งบนรถ และหมดสติไปในที่สุด

พอรู้สึกตัวอีกที เสียงนรกแตกยังคงอยู่แต่พอทนฟังไหว อาจเป็นเพราะผมหูหนวกไปแล้วส่วนหนึ่งก็เป็นได้ ตามองไปรอบๆ ด้านนอกปั๊มน้ำมัน ซากศพกระจัดกระจายเต็มพื้นที่โดยรอบหลายไมล์ ต้นไม้รอบตัวตายหมดกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง

แต่ไม่มีคาร์เตอร์อยู่ที่นั่น..

ผมเจอกุญแจรถข้างใต้โกศประหลาดที่ฐานหัวจ่ายน้ำมัน ลองพลิกมันดูและเห็นตัวหนังสือเก่าแก่ที่ผมอ่านไม่ออกสลักอยู่ ผมเปิดฝาถังน้ำมันแล้วดึงหัวจ่ายฝุ่นเขลอะออกจากตู้น้ำมัน พอผมใส่หัวจ่ายเข้าถังและเริ่มเติมน้ำมัน เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นกว่าเดิมทำเอาหัวจ่ายสั่นในมือผม หรือบางทีอาจเป็นเพราะมือผมสั่นเองก็ได้ ผมมองหน้าปัดผ่านหน้าต่างเพื่อดูระดับน้ำมันและเห็นว่ามันลดระดับลงเรื่อยๆ ผมบีบไกหัวจ่ายต่อจนระดับน้ำมันลดลงจนสุดและถังน้ำมันว่างเปล่า

จากนั้นผมกลับขึ้นรถแล้วขับกลับไปตามทางเดิมโดยไม่เสียเวลามองรอบตัว ผมเร่งสปีดและเห็นว่าขณะขับรถ เวลาเริ่มเปลี่ยนไปด้วย จาก 13.31 เป็น 13.32น.

สิ่งที่เคยเป็นคาร์เตอร์อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ยืนอยู่ข้างถนน ในไร่ข้าวโพด และในป่ารกโหนกิ่งไม้ไปมา แขนขาของมันบิดพลิกไปคนละทางแสยะยิ้มดำมืด บางครั้งมันกระโดดเข้าขวางหน้ารถ ผมขับชนมันเต็มแรงแล้วขับต่อไปไม่หยุด

ผมรู้ว่าหลุดออกมาจากนรกนั่นได้ก็ตอนที่รู้สึกเจ็บขึ้นมา ผมเหนื่อยแสนสาหัสและได้รับบาดเจ็บ ปวดแขนและกล้ามเนื้อทุกมัดเจ็บระบม ปั๊มน้ำมันปรากฎขึ้นอีกครั้งและผมเลี้ยวเข้าไปช้าๆ จอดในปั๊ม ลงจากรถแล้วเอาเงินทั้งหมดที่มีใส่ในโกศ แถมใส่บัตรเครดิตลงไปด้วย

พอจ่ายหมดกระเป๋า ผมได้ยินเสียงเห่าเบาๆ และหันไปเห็นทาซ มันวิ่งหน้าตั้งมาหา กระโดดไปมากระดิกหางเร็วๆ ดีใจสุดๆ ที่ได้เห็นผม ผมก้มลงไปอุ้มมันขึ้นมากอดแล้วนั่งร้องไห้อยู่ในปั๊มน้ำมันว่างเปล่า

พอกอดกันจนพอใจแล้ว ผมเหลือบไปมองนาฬิกาในรถเห็นว่าเป็นเวลา 13.35น. วันเดียวกันกับที่เราหยุดที่นี่ เติมน้ำมันแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน เวลาในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เปลี่ยนไปเลย

ผมเอาทาซเข้ากรงแล้วขับพากันกลับบ้าน ผมนอนซมอยู่บนเตียงอยู่สองวันเต็ม จากนั้นบินกลับโคโลราโด้พร้อมกับทาซ

แน่นอนว่าตำรวจสอบปากคำผมเกี่ยวกับคาร์เตอร์ ผมบอกไปว่าคาร์เตอร์ไม่ได้มาตามนัดวันเดินทาง ผมเลยตัดสินใจออกเดินทางตามลำพัง ขับอยู่หนึ่งวันเต็มๆ และเปลี่ยนใจขับกลับเพราะเดินทางไกลคนเดียวโดยไม่มีใครช่วยขับมันเหงาและเหนื่อยเกินไป

ผมบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าโทรหาคาร์เตอร์หลายต่อหลายครั้ง แต่เขาไม่รับสายและไม่โทรกลับ แน่นอนว่าพวกเขาสงสัย แต่ไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้น ไม่มีใครเจออะไร และคดีเป็นอันตกไป

ผมชดใช้โกศนั่นไปแล้ว และยังคงชดใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เหตุผลที่ผมผมบินอย่างเดียวก็เพราะทุกครั้งที่ขึ้นรถแล้วขับไปสองสามไมล์ เขาจะอยู่ที่นั่น ในกระจกส่องหลัง หรือซ่อนอยู่หลังต้นไม้ แสยะยิ้ม.. พลางชูนิ้วโป้งพยายามโบกรถให้จอด..


จบบริบูรณ์

------------------------------
เย้! ดีใจที่แปลจบไปอีกเรื่อง เป็นไงบ้างคะเพื่อนๆ ถ้าชอบใจช่วยคอมเม้นช่วยแชร์เป็นกำลังใจให้ด้วยน้าาา เหนื่อยแต่มีความสุขค่าาา ไว้เจอกันเรื่องต่อไปนะคะ ^^


แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น