ผมทำงานที่พิพิธภัณฑ์สำหรับคนรวยและมีชื่อเสียง P.2 “อย่าพาเด็กมาที่นี่”


 

ปลาตกเบ็ดว่ายเป็นวงกลมอยู่ที่ก้นแทงค์มืดสลัว มันมองหาทางออกที่ไม่มีวันจะหาพบ มันว่ายวน

มาเจอผมที่อีกด้านหนึ่งของกระจกแรงดันสูง กระแทกเบ็ดเรืองแสงเข้ากับกระจก จากนั้นแสยะยิ้มให้ผม “หวัดดี…เจ้าตัวเล็ก”

ผมยืนอยู่ในห้องจัดนิทรรศการใต้ทะเลลึกครู่ใหญ่ มองดูเจ้าสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายไปมาในเรือนจำของมัน มันไม่มีวันรู้เลยว่าทำไมถึงได้มาอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือใครพามันมาที่นี่ มันแค่แหวกว่ายไปมาอยู่แบบนั้น หวังว่าสักวันแทงค์แก้วนี้จะมีรอยร้าว ถึงจะแค่สักนิ้วหนึ่งก็ยังดี

การให้อาหารปลากบไม่ได้ใช้เวลานานนัก เจ้าปลาสีเหลืองหน้าตาตลกตะกุยทรายที่ก้นบ่อขณะมันใช้ครีบที่ดูเหมือนขาอ้วนๆ เดินไปมาเหมือนโกลเด้นรีทรีฟเวอร์แก่ๆ ถึงการทำงานที่นี่จะหาความสุขได้ยาก แต่ห้องนี้ก็พอทำให้ผมยิ้มได้เสมอ

พอกลับมาถึงชั้นบน ผมนั่งสะสางงานเอกสารอยู่สองสามชั่วโมง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเผลอหลับไปเมื่อไหร่ และผมฝันร้าย..

“พ่อคะ หนูสวยมั้ย?” เสียงอู้อี้ดังขึ้น ใบหน้าล้อมกรอบด้วยผมบลอนด์ของเธอเต็มไปด้วยแมลงวันหัวเขียวเกาะเต็มไปหมด ปีกมีจุดสีดำของพวกมันปกคลุมดวงตาและปาก

“หนูสวยมั้ย?”

เสียงที่ไม่เหมือนเสียงของโซเฟีย ดังมาจากใบหน้าศพลูกสาวผม เธอคงพูดได้ยากน่าดู เพราะแมลงวันเกาะสุมตัวเต็มหลอดลม เสียงกระพือปีกดังหึ่งกระหึ่มไปทั่วขณะเธอพูด

“พ่อคะ เผลอหลับอีกแล้วเหรอ?” เธอหัวเราะคิกคักด้วยเสียงประหลาดชวนขนหัวลุก แมลงวันคลานรอบใบหน้า กระพือปีกดังหึ่งๆ ผมตบข้อมือตัวเองตอนแมลงวันตัวหนึ่งบินมาเกาะ

ผมสะดุ้งตื่น มองดูข้อมือแดงเป็นปื้นของตัวเอง ผมตบแขนตัวเองตื่น เสียงตบยังคงดังก้องในห้องโถงของพิพิธภัณฑ์

เอกสารกระจัดกระจายเต็มโต๊ะทำเอาผมเครียดขึ้นมาอีกครั้ง รายการผู้เข้าชมเสียชีวิต, บันทึกรายชื่อผู้เข้าชมสำหรับคืนนี้, คำร้องเรียน, ฯลฯ มีแต่เรื่องน่าเบื่อหน่ายให้ต้องสะสาง กระดาษแผ่นหนึ่งหลุดออกจากใต้ศอกผมแล้วร่วงลงพื้น มีเพียงนิทรรศการใต้ทะเลลึกและการได้นอนพักนิดๆ หน่อยๆ (ตอนที่ไม่มีฝันร้าย) เท่านั้นที่พอจะทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง

ตอนเช็กดูเวลา ผมสังเกตว่าที่จริงผมไม่ได้ตบแมลงวันหัวเขียวหรอก แต่เป็นเจ้าผีเสื้อแก้วต่างหาก ซึ่งตอนนี้มันเศษปีกของมันกลายเป็นเพียงผงกลิตเตอร์โปร่งแสงระยิบระยับเคลือบปลายนิ้วผม ผมถูสองมือเข้าด้วยกันและผงกลิตเตอร์กระจายฟุ้ง จากนั้นตกลงบนบันไดพื้นหินอ่อนสะท้อนแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหลังคาแก้วลงมา เสี้ยววินาทีนั้นผมหวังจริงๆ ว่าผีเสื้อแก้วจะต่อยผมแล้วปล่อยพิษเข้าเส้นเลือดมากพอจะฆ่าผมให้ตายๆ ไปเสีย อย่างน้อยผมจะได้ไม่ต้องทนเห็นแมลงวันหัวเขียวคลานออกมาจากปากลูกสาวอย่างในฝันร้ายนั่นอีก

รอนและจิลและพนักงานคนอื่นทั้งหมดตอนนี้กลับไปกันหมดแล้ว ไม่มีเสียงรบกวนอะไรอีก ตอนนี้ไม่เหลืองานอะไรที่จะต้องทำอีกแล้ว นอกจากรอให้พวกคนรวยมาถึง ผมต้องอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้ตามลำพังอีกครั้ง 

ได้เวลาเปิดพิพิธภัณฑ์แล้ว ผมหวีผม ดึงปกเสื้อออกจากเสื้อกั๊ก ขัดรองเท้า จากนั้นเดินลงบันไดหินอ่อนผ่านเศษกลิตเตอร์ระยิบระยับของผีเสื้อแก้ว ผมดึงประตูหน้ามหึมาเปิดออก มันส่งเสียงครางดังก้องไปทั่วพิพิธภัณฑ์

เหล่าผู้ดีเก่าเดินชักกแถวเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง ชายสามและหญิงสี่ในชุดสุดหรู ชายคนหนึ่งเดินถือไม้เท้าและเดินช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย

“ทัวร์จะเริ่มทันทีครับ มีที่แขวนเสื้อโค้ทอยู่…” ผมหยุดพูดกลางอากาศ..

มีเด็กผู้หญิง น่าจะอายุแปดหรือเก้าขวบ สวมชุดสูทน่ารักเดินผ่านประตูเข้ามาเงียบๆ ตากลมโตกวาดมองห้องโถงจากบนลงล่างอย่างไม่แน่ใจนัก 

“เธอไม่ควรอยู่ที่นี่ เมื่อกี้ตอนตรวจดูรายชื่อไม่เห็นมีนี่นา เด็กไม่มีทางรอดในที่แห่งนี้แน่” ผมคิดในใจอย่างกังวลพลางลงนั่งคุกเข่า “สวัสดีจ้ะหนูน้อย”

เด็กตัวน้อยค่อยๆ ขยับมาออกมาจากกรอบประตู ผิวของเธอดูขาวซีดเหมือนพื้นหินอ่อนตรงหน้า เธอน่าจะเป็นเด็กคนแรกที่เดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ปีศาจแห่งนี้

“พ่อแม่ของหนูอยู่ไหนจ๊ะ?” ผมพยายามยิ้มให้ดูอบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เธอไม่พูดอะไรเลย เอาแต่จ้องมาที่ผมด้วยดวงตากลมโตสะท้อนแสงไฟใต้กรอบผมสีบลอนด์

“เธอไม่พูดหรอกพ่อหนุ่ม” ชายถือไม้เท้ากระแอมก่อนพูดขึ้น “ตลอดทางมาที่นี่ก็ไม่เห็นพูดกับใครเลยสักคำ”

“ไม่ตอบสนองอะไรเลยล่ะ” หญิงจมูกงอเหมือนปากนกท่าทีเย่อหยิ่งพูดขณะแขวนเสื้อโค้ทราคาแพงบนราว “สงสัยจะเป็นใบ้”

ผมยืนคิดนิ่งๆ อยู่สักพัก ตามองไปรอบๆ สถานที่และแขกผู้เข้าเยี่ยม พวกเขาดูเหมือนจะพร้อมกันแล้วสำหรับการจัดแสดงน่าหวาดหวั่นที่นี่ การพาเด็กคนนี้ไปกับกลุ่มคนพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างที่สุด

โชคยังดีสำหรับเด็กน้อยคนนี้ เพราะพนักงานอย่างผมต้องรู้ภาษาต่างๆ อย่างน้อย 20 ภาษาเพื่อการสื่อสารที่ราบรื่นระหว่างผมกับผู้เข้าชม และหนึ่งในภาษาเหล่านั้นก็คือภาษามือด้วย ผมลงนั่งคุกเข่าอีกครั้งก่อนเริ่มสื่อสารกับเธอด้วยภาษามือ

เด็กน้อยตอบสนองด้วยภาษามือเช่นกัน เธอบอกว่าแม่และพ่อส่งเธอมาที่พิพิธภัณฑ์ขณะที่พวกท่านต้องเดินทางไปทำธุระที่ดูไบ ผมถามเธอด้วยภาษามือว่าเดินทางมาที่นี่เป็นยังไงบ้าง

เธอตอบว่า “ดีค่ะ แต่ป้าจมูกโตนั่นน่ารำคาญชะมัดเลย” เธอหัวเราะคิกคักและพูดภาษามือต่อว่าผมไม่จำเป็นต้องใช้ภาษามือก็ได้ เพราะเธออ่านริมฝีปากออก

ผมชอบเด็กน้อยคนนี้แฮะ ผมยิ้มได้โดยธรรมชาติไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร แต่ตอนนี้ผมติดอยู่กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวในสถานที่น่าหวาดกลัวแห่งนี้ เธอเหมือนกระต่ายวิ่งไปมาในสวนภายใต้เงากรงเล็บของนกอินทรีย์ขนาดมหึมาบินโฉบไปมาอยู่ไม่ไกลบนท้องฟ้า ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกคนรวยใจหยาบที่โหดร้ายพวกนี้

ในที่สุด ผมตัดสินใจปกป้องเด็กน้อยและประกาศ “ต้องขออภัยด้วยครับทุกท่าน เรามีสถานการณ์จำเพาะและเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถจัดทัวร์เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้และต้องยกเลิกทัวร์ครับ”

พอพูดจบ ผมได้ยินเสียงครางอย่างผิดหวังดังมาจากกลุ่มคนรวย กฎการเป็นพนักงานที่นี่ไม่ได้กำหนดจำนวนคนที่ผมจะต้องพาทัวร์..

“ให้ตายสิ พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่นะ” ชายคนหนึ่งบ่นน้ำเสียงผิดหวัง

“ไม่ต้องห่วงครับ พวกคุณสามารถเดินชมพิพิธภัณฑ์กันได้ตามสบาย” ผมพูดพลางผายมือไปยังห้องจัดแสดงสัตว์น้ำใต้ทะเลลึก “แค่อย่าปลุกเจ้าปลาตกเบ็ดก็พอ” ผมพูดติดตลกเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียด

กลุ่มคนรวยดูจะพอใจกับสิ่งที่ได้ยินและพากันเดินหายไปตามโถงทางเดินมหึมาของพิพิธภัณฑ์ แสงดาวส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาโดนหน้าเด็กน้อยดูเรืองรอง เธอยิ้มกว้างกลับมาที่ผมอย่างตื่นเต้น

“เอาล่ะ วันนี้หนูเป็นแขกคนเดียวของฉันเลยนะ เราเริ่มทัวร์กันอย่างสงบได้แล้ว” ผมส่งยิ้มกลับ

แต่ความสงบหาได้ยากในสถานที่แห่งนี้ อีกไม่นาน กลุ่มคนรวยที่เดินเตร่ตามลำพังจะแสดงธาตุแท้แห่งความไร้ระเบียบเสียยิ่งกว่าเด็กเล็กออกมา และพฤติกรรมแบบนั้นมันอันตรายนักในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

“หนูอยากทำอะไรก่อนดี?”

“วาดรูปค่ะ” เธอตอบกลับด้วยภาษามือ

“ได้เลย” ผมยิ้มกว้าง

หลายนาทีผ่านไป ขณะพวกเราเริ่มออกสำรวจพิพิธภัณฑ์ เธอบอกผมว่าเธอชื่อโรซี่ และโรซี่ตื่นเต้นน่าดูที่ได้เห็นอะไรน่ากลัวๆ ที่นี่ จากนั้น พวกเรามาหยุดกันที่ทางแยกระหว่างงานแสดงศิลปะและดนตรีระหว่างโถงทางเดินที่นำไปสู่ประตูติดล็อค

“มีอะไรในนั้นคะ?” โรซี่ชี้นิ้วเล็กๆ ไปที่โถงทางเดินมืดๆ ข้างหน้า “ห้องที่มีประตูเหล็ก มีอะไรในนั้นคะไกด์?”

“ฉันรู้จักที่นี่ดีเหมือนหลังมือตัวเอง แต่บอกเลยว่าฉันไม่เคยเข้าไปในนั้น มันถูกปิดตาย ฉันไม่มีกุญแจหรอก” ผมตอบเรื่อยๆ

เธอพยักหน้าหงอยๆ

ผมยิ้ม พยายามทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นขณะเดินพาเธอไปยังห้องจัดแสดงศิลปะและดนตรี เห็นได้ชัดว่าโรซี่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ตาโตของเธอเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น

ผนังและเพดานสูงตระหง่านของนิทรรศการศิลปะเป็นเกลียวคลื่นของทรายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดและส่งเสียงฟ่อขณะเกลือกกลิ้งไปมา บนผนังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของ "Starry Night" ซึ่งเป็นคลื่นทรายสีฟ้าและเหลืองม้วนตัวและสลับสับเปลี่ยนผลงานศิลปะชื่อดัง

“สวยจังเลยค่ะ!” เธอสื่อสารด้วยภาษามือ ตาจ้องเพดานปากอ้าค้าง

ผมแตะไหล่เธอเบาๆ เพื่อให้เธออ่านริมฝีปากผม “ที่นี่ไม่ได้มีแค่ภาพศิลปะนะ ลองดูนี่สิ”

พวกเรายืนพิงมือข้างหนึ่งกับตู้กระจกเล็กๆ แล้วมองเข้าไปข้างใน มีรองเท้าสีสดใสสองคู่วางอยู่บนแผ่นผ้าไหมสีงาช้าง สีสดของมันตัดกับฉากหลังสีรุ้งที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของผนังทราย ที่ใต้ตู้กระจกมีป้ายติดเอาไว้เขียนว่า: “นักเต้นซุ่มซ่าม”

โรซี่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนักจนกระทั่งผมเอามือเคาะตู้กระจก

อยู่ๆ รองเท้าก็เหมือนมีชีวิตขึ้นมา เต้นรำไปมาบนผ้าไหมที่รองอยู่ข้างใต้ การเต้นรำเปลี่ยนประเภทไปเรื่อยๆ จากนั้นหมุนไปรอบๆ แล้วจบลงการเต้นแทงโก้ และมูนวอร์คอันโด่งดัง

“ว้าว.. นี่มันอะไรคะ?” เธอถามก่อนยกสองมือทาบตู้กระจกตามองเข้าไปข้างใน

“ก็.. บางคนอาจจะมีเสียงเพราะและร้องเพลงได้ดีมากๆ และบางคนมีจังหวะดนตรีสำหรับการเต้นรำแห่งจิตวิญญาณ เจ้าร้องเท้าคู่นี้มันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองสิ่งนั้น”

เธอมองดูผมด้วยตากลมโต

“รองเท้านี่ถูกสร้างขึ้นช่วงปี 60 และ 70 เพื่อช่วยเหล่านักร้องที่เต้นไม่เก่งให้โด่งดังขึ้นมาได้”

ผมชี้ให้เธอดูการจัดแสดงถัดไปใกล้กับน้ำตกทราย ในชั่วขณะหนึ่งผมเห็นดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มสดใสของเธอที่ทำให้ผมนึกถึงลูกสาวที่จากไปแล้ว มันเติมเต็มความอบอุ่นให้จิตใจผมอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว 

เธอลงนั่ง “ไกด์คะ นี่อะไรเหรอ?”

มีปากกาสีขาวขนาดเล็กวางทับแผ่นหินที่มีกราไฟท์และขี้เถ้าบนโต๊ะตรงหน้าเธอ ผมชี้ไปที่ป้ายชื่อ เธอจับป้ายสีทองที่ยืดออกซึ่งเขียนว่า “ปากกาหิน” โรซี่หันขวับมามองผมและรออย่างใจจดใจจ่อ

“เอาเลย ลองดูสิ” ผมพยักหกน้าและเธอหันกลับไปคว้าปากกาและจรดลงบนแผ่นหิน

ทันใดนั้น กำแพงทรายเริ่มผลิบานเป็นสีขาวซีด โดยมีจุดเล็กๆ สีพีชเพื่อให้ภาพรวมดูเหมือนผ้าแคสวาสแทนที่จะเป็นกระดาษขาวธรรมดาๆ มือของเธอหมุนวนบนแผ่นหิน ทำให้เกิดรูปทรงกลมของทรายสีดำและหมุนวนบนผนังหยาบ

“ลองวาดอะไรดูก็ได้ โรซี่” ผมพูด “แผ่นหินรู้ว่าหนูอยากวาดอะไรและมันจะนำทางหนูเอง”

โรซี่ดูเหมือนไม่แน่ใจอยู่สักพัก ส่ายหัวไปมาช้าๆ อยู่สองสามรอบ ผมนึกภาพเธอม้วนแขนเสื้อสูททั้งสองข้างขึ้นเพื่อเริ่มวาดภาพแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ และต้องหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อเธอทำแบบนั้นจริงๆ 

“นั่นหนูวาดฉันเหรอ?” ผมถาม ตาจ้องไปที่ผนังที่มีภาพชายผมสีน้ำตาลสวมเสื้อกั๊กหรูสีแดงเลือดหมูโผล่ออกมาจากผ้าแคนวาสที่เคลื่อนไหวไม่หยุด ต้องเป็นผมแน่ๆ

ฝีมือการวาดดูจะเกินอายุเด็กแปดขวบ แน่นอนว่าปากกาช่วยได้เยอะ “ว้าว! วาดได้สวยมากเลย” ผมพูดขณะตั้งใจมองดูเธอวาด และเธอเริ่มวาดคนอีกคนข้างๆ ผม “นั่นใครยืนอยู่ข้างๆ ฉันเหรอ?”

บนผนังทรายตรงหน้าผม รูปร่างที่น่ากลัวปรากฏขึ้น มีจุดสีดำขนาดใหญ่ค่อยๆ กระจายออกกลายเป็นรูปร่างของบางสิ่ง มันดูคุ้นตาอย่างน่ากลัว เล็บยาวแหลมคมยื่นออกมาจากแขนผอมยาวสีดำของมัน

“โรซี่” ผมถามหวาดๆ แต่โรซี่ไม่ตอบ ยังคงวาดต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ตอนนี้ร่างสีดำยืนค้ำภาพวาดตัวผมบนผนัง ทรายยังไหลวนไปมา ร่างสีดำสนิทของปีศาจขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นภาพเคลื่อนไหวน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด ผมมองเห็นกรามอ้ากว้างห้อยลงมาจากคอยาวผิดรูปของมัน

“โรซี่!”

ผมตะโกนลั่น ตามองภาพวาดบนผนังขณะปากอ้ากว้างของมันฮุบหัวผมเข้าไปทั้งหัว ฟันของมันกัดหมับเข้าที่คอผม ทรายสีแดงสดพุ่งออกมาแล้วตกลงบนพื้นพิพิธภัณฑ์ ทำเอาเสื้อของโรซี่เป็นรอยเปื้อน

“โรซี่! หนูวาดอะไรไปน่ะ?!” ผมคว้าข้อมือเธอ

เธอหันมามองผมน้ำตาคลอเบ้า เห็นได้ชัดว่าใกล้จะร้องไห้จ้าออกมาเต็มที “หนูไม่ใช่คนวาด” เธอพูดเสียงสั่น

ผมอุ้มเธอจากเก้าอี้แล้วปล่อยเธอยืนบนพื้นที่เต็มไปด้วยทรายสีแดงสด เธอหันไปมองผนังอีกครั้งแล้วชี้ตัวการ์ตูนที่เป็นผม “ดูสิคะ นั่นคุณนี่นา”

ใจผมเต้นแรง พิพิธภัณฑ์เป็นคนวาดรูปนั่นแน่ๆ

“และนั่น.. มิสเตอร์สลีปปี้” เธอชี้นิ้วสั่นระริกไปที่ภาพวาดปีศาจร่างดำสนิทบนผนัง

“มาเถอะ” ผมพูดเสียงเข้มพลางจับมือโรซี่

พวกเราพากันวิ่งอย่างเร็วไปทางห้องจัดแสดงสวนป่าในร่ม ผมต้องปกป้องเธอ ต่อไปนี้ห้ามมีอะไรผจญภัยจนเกินไปอีก ขณะเราออกวิ่ง มิสเตอร์สลีปปี้หันหน้ามาจ้องผมด้วยดวงตาโหลทำจากทราย 

ผมมองเห็นแขกสองสามคนอยู่ห่างๆ ในสวนป่าแห่งนี้ บ้างหัวเราะลั่น บ้างก็กรีดร้องเสียงดัง ผมเดินข้างๆ โรซี่พลางจับมือเธอไว้แน่น ดูเหมือนห้องสวนป่าในร่มจะเงียบสงบดีกว่าที่อื่นในนี้ ผมอธิบายให้โรซี่ฟังว่าที่นี่เป็นสวนนกด้วยและในเวลากลางวัน พวกมันได้รับแสงแดดเพียงพอผ่านเพดานแก้ว

ผมชี้ไปที่ตู้จัดแสดงใกล้กับเราซึ่งตั้งอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น มันค่อนข้างมืดแต่พวกเราก็ยังพอมองรูปร่างของสิ่งที่อยู่ด้านในออก

“ต้นไม้นั่นดูเหมือนคนเลย” โรซี่พูดเบาๆ

“ก็เพราะมันใช่คนนั่นล่ะ” ผมกระซิบตอบ มันทำให้เธอตาโตอย่างตื่นเต้นพลางจับมือผมแน่นขึ้นอีก “มันเป็นความผิดพลาดของการทดลองน่ะ เราเอามันมาไว้ที่นี่เพื่อให้มันได้นอนหลับ ตอนนี้มันไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว มันกินผ่านรากหรือกินอะไรก็ตามที่ผ่านมาใกล้มันเกินไป”

โรซี่เอาหน้าแนบตู้กระจกจนเกิดเสียงเอี๊ยดตอนจมูกเธอบดกับกระจกไปมา

“โรซี่ อย่าทำเสียงดัง” ผมเตือนเบาๆ

เธอมองผม “เขาชื่ออะไรเหรอคะ?

ผมดึงเธอออกจากข้างตู้กระจกอย่างเบามือ “ไม่มีชื่อหรอก แต่แขกบางคนเรียกเขาว่าผีขี้ง่วง เขาไม่มีพิษภัยอะไรนัก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภารโรงเข้ามาแอบงีบที่นี่ช่วงเย็นแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย”

ผมรู้สึกมือเล็กๆ ของเธอบีบมือผมแน่น “ว่ากันว่ามันกินเราผ่านความฝัน และถ้าเธอเหนื่อยเอามากๆ ละก็ เธอไม่จำเป็นต้องหลับด้วยซ้ำก่อนที่มันจะเริ่มกินเธอ”

พูดถึงตรงนี้ โรซี่ตัวน้อยรีบดึงผมไปทางประตูอย่างร้อนรน โทษทีนะที่ทำให้หนูกลัว ผมนึกในใจ

พวกเราเกือบไปถึงประตูหลังของห้องจัดแสดงสวนป่าตอนผีเสื้อสีฟ้าสองสามตัวบินมาเกาะที่ผมของเธอ เธอกำลังเล่นกับมันอยู่ตอนเราได้ยินเสียงเท้าเหยียบใบไม้แห้งดังมาจากด้านหลัง หนึ่งในพวกคนรวยเดินโซซัดโซเซในความมืดเพราะมองอะไรไม่ค่อยเห็น มือของเขาแตะถูกตู้โชว์ชายรูปร่างเหมือนต้นไม้ก่อให้เกิดเสียงดังอื้ออึงตอนไถนิ้วไปรอบๆ ตู้กระจก จากนั้นเขาทุบตู้กระจกแตกด้วยกำปั้นอย่างแรง หัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้ววิ่งกลับไปทางห้องโถง

โรซี่พยายามดึงมือเธอออกจากมือผมเพื่อจะวิ่งหนี “ไม่เป็นไรนะ เราไปทางประตูหลังกันเถอะ” พวกเราออกวิ่งผ่านต้นไม้ เหยียบใบไม้และกิ่งไม้เสียงดัง ทำเอานกที่อยู่ใกล้ตื่นตระหนก เราวิ่ง วิ่งและวิ่ง ทันใดนั้น มีเสียงดังแคล็กดังๆ ใครบางคนล็อกประตูจากอีกด้านหนึ่งเพื่อขังพวกเราไว้ข้างใน ผมรีบวิ่งไปขยับลูกบิดประตู 

“มิสเตอร์สลีปปี้.. มิสเตอร์สลีปปี้กำลังมาแล้ว” โรซี่พูดเสียงสั่น

จากนั้นอยู่ๆ โรซี่ก็ตีผมที่ขาเร็วๆ ไม่หยุด จากนั้นซุกหน้าลงกับขากางเกงผมด้วยความกลัว ทำให้ผมต้องหันไปมองและเห็นบางอย่างที่ดูเหมือนต้นไม้สีดำทมึนขนาดมหึมา ปากขนาดใหญ่ของมันห้อยค้างอย่างน่ากลัว ดวงตากลวงสีขาวขุ่นจ้องมาที่พวกเราอย่างมุ่งร้าย

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร มันทำอะไรเราไม่ได้” ผมจับหัวไหล่ของโรซี่ขณะเธอพูดภาษามือว่า “ปีศาจ”

“มันทำอะไรเราไม่ได้ถ้าเรานอนเพียงพอเมื่อคืนก่อน อย่าเผลอหลับเป็นอันขาด เข้าใจมั้ย” ผมบอกเธอด้วยสีหน้าปลอบโยนแต่จริงจัง 

โรซี่หลบตาผม

“โรซี่ สงบสติอารมณ์ก่อนนะ แล้วบอกฉันซิว่าหนูได้นอนบ้างหรือเปล่าตอนขึ้นเครื่องบินมาที่นี่?” 

โรซี่ส่ายหน้า

ผมหันไปมองข้างหลัง ตอไม้ดำคล้ำย่างก้าวก้าวช้าๆ ทำให้ลำตัวบิดเบี้ยวด้วยรอยแตกน่าสะอิดสะเอียนราวกับว่ากระดูกของมันหักและบิดเบี้ยว ปากของมันอ้ากว้างพอที่จะฮุบหัวทั้งหัวของโรซี่เข้าไปได้

ผมต้องพาเธอออกไปจากที่นี่ ผมจะเสียเธอไปอีกคนไม่ได้

ผมลุกยืนแล้วเตะประตูแรงๆ จนมันเปิดออกในที่สุด ทำเอากลุ่มคนรวยที่ดึงประตูปิดอยู่เมื่อครู่พากันล้มระเนระนาดที่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขณะลุกขึ้นออกวิ่งหนีไป

“เกือบเล่นงานพวกแกได้แล้วเชียว!” ชายคนหนึ่งหัวเราะขณะเดินอ้อมไปตามทางโค้ง เสียงเขาแผ่วลงเรื่อยๆ เมื่อเดินห่างออกไป

ไอ้พวกคนรวยใจทราม ผมคิดในใจ “รออยู่นี่ก่อนนะ” ผมบอกโรซี่ซึ่งตอนนี้ยืนสั่นร้องไห้สะอีกสะอื้นไม่หยุด ผมลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งตามเขาไป ไอ้หมอนั่นวิ่งและวิ่งไปเรื่อยๆ มือก็ระไปตามผนังสองข้างของเรือนกระจก แกเกือบทำให้โรซี่ต้องตาย ผมคิดโกรธๆ

ผมวิ่งตามติดจนเกือบจะจับตัวมันได้อยู่แล้ว ตอนมันสะดุดขาตัวเองแล้วล้มหน้าทิ่มกระแทกเข้ากับผนังด้านหนึ่งก่อนที่จะเด้งไปกระแทกผนังอีกด้านหนึ่ง ทำเอากระตกแตกเป็นเสี่ยง

เขาแขวนต่องแต่งอยู่บนเศษหน้าต่างแตกขนาดใหญ่ซึ่งแทงทะลุลำตัวของเขา เลือดไหลย้อนขึ้นไปทางหนังหัวขณะแสงดาวส่องเข้ามาจากเรือนกระจกมาทางใบหน้าของเขาด้วยสีโทนออกเขียว

“ช่วยด้วย…” เขาพูดเสียงแหบแห้งพลางยื่นมือข้างหนึ่งมาทางผม ขณะต้นกาบหอยแครงยักษ์ขนาดมหึมาที่มีปากใหญ่พอจะกินคนเข้าไปทั้งตัวได้ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ในแสงจันทร์ มันช่างเป็นพืชที่สวยงามนัก และตอนนี้มันหิวมากด้วย

ชายผู้โชคร้ายเอี้ยวหัวไปเห็นพืชยักษ์ เขาดิ้นกระแด่วกระเสือกกระสนอย่างน่าสมเพช พยายามให้ตัวเองหลุดออกจากเศษกระจกชิ้นใหญ่

ผมยื่นมือไปทางเขาเพื่อช่วยแต่หยุดตัวเองเอาไว้ รอยยิ้มของโรซี่ผุดขึ้นมาในหัว โซเฟียลูกสาวของผมก็มีรอยยิ้มแบบเดียวกันนี้…

ผมดึงมือกลับ…

“ช่วยฉันที เร็วเข้า!” เขาตะคอก 

ผมจ้องเขาตาไม่กระพริบ มันจบลงแล้ว ผมจะไม่ช่วยเขา…

ต้นกาบหอยแครงยักษ์เข้าฮุบทั้งตัวของเขา นิ้วมีขนสีเขียวจากปากมหึมาของมันรัดร่างกายของเขาแน่นเหมือนผ้าพันแผลทำจากตะไคร่น้ำ

สัญญาจ้างงานของผมคงเป็นอันสิ้นสุดแล้วแน่ และผมจะต้องได้รับโทษ…

เมือกเขียวข้นหยดจากปากกว้างของกาบหอยแครงยักษ์ แขนและขาของชายผู้เคราะห์ร้ายโผล่ออกมาจากปากกว้างขณะมันเคี้ยวเสียงดัง

ตอนกลับไปหาโรซี่ ผมจับมือเธอไว้แน่นกว่าที่เคย เราจับมือกันอยู่แบบนั้นจนกระทั่งถึงเวลาที่เครื่องบินส่วนตัวมารับเธอที่ลานจอดของพิพิธภัณฑ์

ผมเริ่มเก็บกวาดเศษแก้วแตกและดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างของสถานที่อีกครั้ง

พอแขกทุกคนกลับไปหมดแล้ว ผมกลับมานั่งที่โต๊ะรับแขกของผมเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น สัญญาทำงานผมเป็นโมฆะแล้วแน่ๆ ผมปล่อยให้แขกตายไปต่อหน้าต่อตา พวกเขาทั้งหมดต่างชั่วร้าย แต่มีคนหนึ่งที่ควรต้องตายไปเสีย

ความอบอุ่นที่ผมรู้สึกจากมือของโรซี่ตอนนี้จางหายไปแล้วหลังจากหลายชั่วโมงของความเงียบสงัดในพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาเย็นชาอีกครั้ง

ผมคิดถึงลูกสาวของผม “พ่อขอโทษนะลูก ที่ไม่อาจปกป้องลูกได้เหมือนอย่างที่ปกป้องโรซี่วันนี้” ผมคิดในใจ

ไม่มีทางเลี่ยง อาทิตย์หน้า พวกคนรวยใจทรามกลุ่มใหม่จะพากันมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหาอีก ผมคิดถึงห้องจัดแสดงโลกใต้ทะเลลึกที่ผมไปเยี่ยมก่อนหน้านี้ก่อนพวกคนรวยมาถึง ผมกับเจ้าปลาตกเบ็ดก็เหมือนกันนั่นล่ะ ว่ายวนอยู่ในที่แคบๆ ไม่มีทางหลบหนีไปไหนได้

“พ่อรักลูกนะ โซเฟีย…” 

ผมนั่งหมอบอยู่ที่โต๊ะอย่างเหนื่อยล้า พร้อมจะหลับเต็มที ใจหวังว่าจะไม่ต้องฝันถึงลูกสาวอีก ผมไม่อยากเห็นแมลงวันหัวเขียวไต่บนหน้าเธออีก

ผมปล่อยให้ความเงียบเข้าโอบกอดและหวังให้มันพาผมให้หลับไหลในที่สุด

แต่แล้ว.. มีบางอย่างแปลกประหลาดเกิดขึ้น..

เป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปีการทำงานของผม มีสายโทรเข้าโทรศัพท์ของพิพิธภัณฑ์…


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

-------------------------------------

**Special thanks to ICSIMPSON, the author of the original story. You are awesome! 😍😘


แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น