พิพิธภัณฑ์นี้เปิดจัดแสดงโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า คือหนึ่งครั้งในระหว่างสัปดาห์และเฉพาะเวลาหกโมงเย็นเท่านั้น ถ้ามาก่อนหรือหลังจากนี้คุณจะเข้ามาที่นี่ไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อย่างเช่นเครื่องบินส่วนตัวบินมาถึงไม่ทันหรืออะไรแบบนั้น เฉพาะคนที่มายืนรอหน้าประตูหน้าเวลาหกโมงตรงเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าชม
ไม่มีใครรู้ว่าสนามเด็กเล่นของคนรวยนี้มันมีอะไรอยู่ในนั้นกันแน่ แม้แต่พระเจ้า และในสถานที่นี้ไม่มีพระเจ้า พระเจ้าของผมคือพวกคนดังและคนรวย และพวกเขาทั้งโหดร้ายทั้งไร้ความเมตตา
ในวันเปิดแสดง ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิดหรือพนักงานคนอื่นนอกจากผม มันเป็นสถานที่สูงศักดิ์สำหรับกลุ่มคนหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เหตุผลที่เราไม่มีพนักงานมากนักก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ไมเคิล แจ็คสันปิดทั้งห้างตลอดทั้งวันเพื่อเขาจะได้เข้าไปช้อปในช่วงปี 2000 นั่นละ มันเพื่อความสนุกไร้ข้อจำกัดโดยไม่มีสายตาใครมารบกวน
ผมทำเหมือนเดิมทุกวันเปิดพิพิธภัณฑ์ คือขยับเสื้อกั๊กให้เข้าที่ หวีผมให้เนี๊ยบ ขัดรองเท้าจนขึ้นเงา พอเวลาห้าโมงห้าสิบก้าวนาทีมาถึง ผมก้าวกระโดดลงขั้นบันไดหินอ่อนเหมือนขามีสปริง ไม่ใช่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ แต่ด้วยความหวาดกลัวในอก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นร้านขายของเล่นอีกครั้ง และผมกำลังจะกลายเป็นของเล่น คราวนี้ ผมได้แต่ภาวนาว่าพวกเขาจะรอจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงคืนก่อนจะขอดูการจัดแสดงเหนือธรรมชาติ ผมได้แต่หวังว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยเธอออกมา
ห้องโถงขนาดมโหฬาร เสาสีทองอร่ามสูงตระหง่านตั้งอยู่ระหว่างพื้นหินอ่อนสีงาช้างและเพดานกระจกโมเสกที่ปล่อยให้แสงดาวส่องผ่านลงมาด้านใน มือหนึ่งของผมจับมือจับประตูที่มีความสูงเท่าคนสามคนยืนต่อตัวกัน พลางหมุนข้อมืออีกข้างเพื่อเช็กเวลา มันเป็นเวลาหกโมงตรงพอดี
ด้านนอก มีชายท่าทีหยิ่งยโสสี่คนและหญิงแต่งกายหรูหราอีกสองคนเดินเข้ามาเอื่อยๆ อย่างเกียจคร้าน พวกเขาแต่งกายด้วยโค้ทขนสัตว์, หนังจระเข้, และเครื่องประดับเพชรตลอดหัวจรดเท้า พูดตามตรงว่ามันดูตลกดีชะมัด แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้หัวเราะอะไร เพราะเคยเห็นแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่มีชายอีกคนยืนอยู่ด้านหลังที่ไม่แคร์จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง เขาแค่สวมกางเกงยีนส์เก่าๆ กับเสื้อยืดสีเขียวเท่านั้นเอง ผมคิดในใจว่าเขาทำงานอะไรกันนะ แต่ผมก็ไม่รู้หรอก สิ่งที่รู้ก็คือ เขาดูเหมือนคนที่ฆ่าคนอื่นเอาสนุก
ผมประกาศ “ทัวร์จะเริ่มทันทีครับ มีที่แขวนเสื้อโค้ทอยู่ทางด้านซ้ายมือของคุณถ้าคุณอยากทิ้งสัมภาระเอาไว้ที่นี่ ผมขอแนะนำว่าคุณไม่ควรแยกตัวออกไปเดินคนเดียวและขอให้เดินตามผมไปตลอดจนจบทัวร์ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงตัวเลือกและคุณสามารถเลือกเองได้ครับ” ผมท่องบทพูดอย่างชำนาญ
ทัวร์เริ่มต้นขึ้นเหมือนทุกครั้ง ผมเดินนำคนรวยนิสัยเสียพวกนี้ไปทางด้านซ้ายมือของพิพิธภัณฑ์ พวกเราเดินผ่านห้องประวัติศาสตร์และสงคราม จากนั้นผ่านผนังมีชีวิตและโลกใต้น้ำมาเรียน่าที่ซึ่งมีการจัดแสดงสิ่งมีชีวิตจากก้นทะเลลึกที่ผู้คนทั่วไปไม่เคยได้เห็นมาก่อนเอาไว้ในถังไทเทเนียมอัดแรงดันขนาดใหญ่ มันเป็นห้องจัดแสดงโปรดของผมเลยล่ะ
โถงทางเดินมักจะเงียบสงัดน่ากลัวเสมอในวันจัดแสดง พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ด้านนอกก็กว้างขวางไกลออกไปหลายไมล์ ดังนั้นจึงไม่มีรถยนต์หรือผู้คนที่ไหนแถวนี้ที่จะทำให้สถานที่นี้น่ากลัวน้อยลงในคืนที่ยาวนานแบบคืนนี้ มีแต่ตัวผมเอง กลุ่มคนรวยป่าเถื่อนพวกนี้ กับการจัดแสดงน่าขนลุก
พอเดินไปถึงทางแยกในโถงทางเดินที่ทอดยาวไปทางซ้าย มีห้องจัดแสดงเรื่องเหนือธรรมชาติ และทางขวาเป็นห้องจัดแสดงแมลงหายากต่างๆ
อยู่ๆ พวกเขาหยุดเดิน
ได้โปรดอย่าเห็นมันเลย อย่าเห็นเลย ผมภาวนาในใจ
“ทางนี้ครับผม” ผมพูด
ทำไมพวกเขาหยุดเดินน่ะเหรอ ก็เพราะพวกเขาเห็นตู้กระจกที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างประตูห้องจัดแสดงเรื่องเหนือธรรมชาติน่ะสิ และแน่นอนว่าความอยากรู้อยากเห็นร้องเรียกพวกเขา ตู้กระจกถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้ากันฝุ่น มีผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามีอะไรอยู่ภายใต้ผ้าผืนนั้น และผมรู้ว่าเราไม่ควรไปแตะต้องมัน
“ขอดูนี่หน่อยได้ไหม?” มีเสียงพูดเบาๆ ดังมาจากกลุ่มทางด้านหลัง มันทำเอาความหวังของผมแตกกระจายเหมือนแจกันอันบอบบางไม่มีผิด แต่รอยยิ้มจะต้องคงอยู่บนใบหน้าของผมตลอดเวลา “เอาไว้พวกเรากลับมาดูกันหลังเที่ยงคืนนะครับ ตอนนี้เราไปดูส่วนอื่นที่เหลือทั้งหมดกันก่อน”
“พวกเราจ่ายค่าเข้ากันมาแพงนะเว้ย! ถ้าอยากดูก็ต้องได้ดูสิ!” หนึ่งในชายทั้งหมดตะคอก
ได้โปรดอย่าให้ไปดูเลย ผมไม่อยากปลุกเธอ ผมภาวนาเงียบๆ อย่างร้อนรน
“ใช่แล้ว เราอยากเห็น!” อีกเสียงตะคอกซ้ำ ผมเองไม่ใช่เด็กใหม่อะไรในเรื่องการต่อสู้ แต่สัญญาจ้างงานห้ามไม่ให้ทะเลาะกับลูกค้าเด็ดขาด
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนตอบ “ได้ครับผม”
ผมเอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมกันฝุ่นออกอย่างไม่เต็มใจนัก จากนั้นกดเปิดสวิทช์ไฟ
กิก-กิก-กิก-แต่ก-แต่ก
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สว่างวาบขึ้นพร้อมเสียงติ๊กขณะมันกะพริบอยู่ภายในตู้กระจกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหนือพวกเรา ร่างผู้หญิงที่อยู่ข้างในสูงยาวอย่างน่ากลัว เธอสูงอย่างน้อยเจ็ดฟุต ผมดำสนิทของเธอยาวประช่วงไหล่ซีดสะท้อนแสงไฟ ใบหน้าของเธอเรียบลื่นเหมือนพลาสติก เหมือนตุ๊กตาของเล่น ข้างใต้ตู้กระจกมีป้ายสลัก: มาเรียต 1973-2004
ชายอวบมองขึ้นด้านบนอย่างตกตะลึง “เธอ.. เธอตายยังไงเหรอ?” เขาถาม
ผมคิดอยู่สักพักท่ามกลางแสงไฟสลัว มันคลิกและกระพริบอีกครั้ง กิก-กิก-กิก
“มันน่าเศร้าครับ เธอเคยเป็นไกด์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้” ผมแตะกระจกเย็นเฉียบ “หลังจากสองสามปีผ่านไป เธอเกิดคลั่งขึ้นมาและเสียชีวิตในที่สุด”
มีเสียงแสดงความตกใจจากลุ่มคนรวย
“เธอ.. เธอฉีดสารที่ทำให้เป็นพลาสติกเข้าเส้นเลือดตัวเอง อันที่จริง นั่นเป็นหนึ่งในช่องโหว่ที่ทำให้เราสามารถจัดแสดงร่างของเธอที่นี่ได้ ร่างกายของเธอเป็นพลาสติกมากกว่าเนื้อและกระดูก”
กิก-กิก-กิก
ไฟดับลง “ใจเย็นครับ เดี๋ยวไฟก็ติด” ผมพูดปลอบ
“นั่นมันไร้สาระชะมัดเลย” ชายคนหนึ่งพูด
“น่าเศร้าที่มันเป็นเรื่องจริงครับ เธอทำพินัยกรรมเอาไว้ว่าอยากบริจาคตัวเองให้กับพิพิธภัณฑ์นี้ เช่นเดียวกับที่… พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ให้ตัวมันเองกับเธอ” ผมตอบ
ไฟในตู้กระจกติดขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้ใจผมตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงคลิกที่ได้ยินที่จริงไม่ได้มาจากหลอดไฟ แต่มาจากข้อต่อพลาสติกที่เริ่มบิดและขยับของเธอ เสียงพลาสติกเก่าบดกันเองเหมือนหุ่นต้องคำสาป ตอนนี้ที่ไฟสว่างอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าหัวของเธอเอียงไปด้านข้าง ตาใสเหมือนกระจกจ้องผมไม่กระพริบ
ผมรีบคว้าผ้ามาคลุมตู้กระจกอีกครั้งก่อนที่จะมีใครสังเกตเห็นว่าตอนนี้เธอเอียงหัวไปด้านข้าง
“แค่นี้เองเหรอ?” หนึ่งในแขกพูดอย่างผิดหวัง
“เราจับเธอได้มั้ย? ฉันอยากจับผิวเหมือนยางของเธอ ดูสิว่ามันจะทำให้ขนลุกหรือเปล่า” อีกคนพูด
ตามสัญญาจ้างงาน ผมจะปฏิเสธสิ่งที่แขกต้องการไม่ได้ ให้ตายสิ ไอ้ลูกไม่มีพ่อพวกนี้มันอาจจะฆ่าผมเอาสนุกได้ถ้าไม่ได้สิ่งที่พวกมันต้องการ และจะไม่มีใครได้ยินเสียงร้องของผมด้วย ผมต้องคิดให้เร็วหน่อยแล้ว
“เราต้องไปกันแล้วครับผม” ผมผายมือไปทางห้องโถง “ทางนี้ครับ”
สำหรับการจัดแสดงบางอย่าง ผมจะได้เก็บรายละเอียดน่ากลัวเอาไว้ ถ้าให้ข้อมูลคนพวกนี้มากเกินไป มันอาจเป็นการทำให้พวกเขาเกิดความอยากรู้อยากเห็น ผมไม่ได้บอกคนรวยพวกนี้ว่าตุ๊กตาตัวนั้นเกลียดคุกแก้วของเธอ และผมไม่ได้บอกพวกเขาว่าพวกเราต้องปิดเปลือกตาของเธอเพื่อให้เธอได้หลับพักผ่อน
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นอยู่สองสามชั่วโมง ผมให้พวกเขาได้จับและอุ้มตัวด้วงยักษ์ขนาดเท่าเด็กทารกที่เรานำเข้ามาจากมาดากัสการ์ พวกมันตัวใสสวยงามและแสงจากหลอดไฟส่องผ่านพวกมันเหมือนคริสตัล ผมเผลอนำเที่ยวเพลินจนเกือบลืมเกี่ยวกับมาเรียตที่ขยับหัวเมื่อกี้ไปสนิท
คุณโจนส์ ชายที่ใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อยืดเดาะลิ้นพลางพูด “นี่เอ่อ.. ไกด์” เขายกนิ้วโป้งชี้ข้ามไหล่ไปด้านหลัง “พวกเราจะย้อนกลับไปดูอะไรทางนี้หน่อย”
ผมพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักขณะเขากับผู้หญิงอีกคนเดินลับตาไปตามโถงทางเดิน
หลังจากนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ผมปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในพื้นที่ที่เราขังผีเสื้อแก้วเอาไว้ พวกมันเป็นแมลงแสนสวยตัวใสที่เกือบมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นและมีพิษร้ายแรง ส่วนคนรวยที่เหลือต่างยืนหาวหวอดอย่างเบื่อหน่าย
ทันใดนั้น มีเสียงแก้วแตกดังมาจากโถงทางเดินอีกด้าน ความอยากรู้อยากเห็นทำเรื่องเข้าให้แล้วไง
“ผมขอตัวเดี๋ยวนะครับ” ผมพูดก่อนออกวิ่งไปทางต้นเสียงในแสงสลัวของพิพิธภัณฑ์ พอวิ่งมาได้สักพักผมนึกขึ้นมาได้ว่าเผลอเปิดประตูห้องผีเสื้อมีพิษทิ้งไว้ ในหูได้ยินเสียงคนวิ่งแตกตื่นกันไปคนละทิศละทาง ผีเสื้อนั่นมีพิษ และพวกเขาวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่มันสายเกินกว่าที่ผมจะทำอะไรได้แล้ว ผมต้องวิ่งต่อ ตอนนี้เดาไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไรตอนไปถึง คืนนี้ไม่ราบรื่นเหมือนที่ผมหวังเอาไว้เลย
พอไปถึง ผมเห็นผู้หญิงคนก่อนนั่งซุกอยู่ที่มุมห้องใกล้หน้าต่างกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นสองมือกุมขมับแน่น
“เกิดบ้าอะไรกันขึ้น!” ผมตะโกนถาม
“เธอ.. ฉัน.. ฉันไม่.. ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ พวกเขา.. พวกเขา..” เธอพูดตะกุกตะกักยังคงสะอื้นไม่หยุด
ผมมองขึ้นบน ตู้กระจกแตกเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ แสงไฟกระพริบติดๆ ดับๆ ต่อเนื่อง ผมเช็กนาฬิกาข้อมือ ยังไม่เที่ยงคืนเลย ยังไม่ถึงเที่ยงคืนและตอนนี้ตู้กระจกของมาเรียตแตก เธอหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“มากับผม” ผมพูดพลางยื่นมือให้เธอ เธอลุกยืนและพวกเราเริ่มออกวิ่งด้วยกันจนมาหยุดพักที่ด้านหน้าผนังมีชีวิต
“นี่มันอะไรกัน?” เธอพูด ตาจ้องไปที่ผนังสีส้มจางๆ เหมือนถูกสะกดจิต
“กรุณาอย่าแตะต้องมันเด็ดขาดครับผม”
ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออก มาเรียตตอนนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้พร้อมเสียงคลิกๆ ของข้อต่อพลาสติก กำลังตามหาพลาสติกมาเพิ่ม เธอจะได้กลายเป็นตุ๊กตาแสนสวยสมบูรณ์แบบเสียที ตุ๊กตาที่เธอหลงไหลนักหนาตอนทำงานเป็นไกด์ที่นี่ เธออยากเป็นตุ๊กตา และพวกเราจะเล่นกับเธอ อย่างที่เธอจะเล่นกับพวกเรา
“มันดู.. เหมือนมีชีวิตเลย” ผู้หญิงคนนั้นตอนนี้เอื้อมมือไปทางผนังที่ดูลื่นไหลผิดธรรมดา สไลม์ที่ดูเหมือนนิ้วมือยื่นออกมาจากผนังกำลังจะแตะมือของเธอ ผมตบมือเธอออกอย่างแรง “ห้ามจับมันเด็ดขาด!” ผมตะคอก
เธออ้าปากค้างและผมสำนึกถึงความผิดพลาดที่ทำลงไป สัญญาจ้างงานของผมคงถือเป็นโมฆะแล้วแน่ๆ ผมไม่ควรแตะต้องลูกค้า
“กล้าดียังไงมาแตะต้องตัวฉัน!” เธอตะคอกกลับ เส้นเลือดที่คอปูดโปนชัดเจน ผมยกสองมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ “ขออภัยครับคุณผู้หญิง สิ่งนี้เป็นเซลล์มีชีวิต สิ่งที่คุณกำลังจะจับเมื่อกี้มันกินคุณได้”
“ฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น ขอบใจ!”
พวกเรายืนเงียบกันอยู่ตรงนั้นสักพัก ผมจ้องไปที่ผนังตาไม่กระพริบ ผิวหน้าของมันขยับพลิกเคลื่อนไหวเป็นคลื่นสีส้มซีดเชิญชวนให้ผมเข้าไปใกล้มันอีกนิด และอีกนิด ผมสะบัดหน้าแรงๆ ก่อนบังคับตัวเองให้มองไปทางอื่น
ริชาร์ด โจนส์เดินมาพบเราอีกครั้ง เสื้อยืดสีเขียวของเขาตอนนี้ขาดที่ส่วนคอ ตาของเขาดำคล้ำดูน่ากลัวในแบบที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก “ประตูมันล็อกว่ะไกด์ ขอกุญแจหน่อยสิ”
ผมพยักหน้ารับ “ได้เลยครับผม” ผมเริ่มออกวิ่งไปทางประตูหน้า
แต่เขาไม่ได้ตามมา
“คุณโจนส์ครับ” ผมหันไปทางเขา
ริชาร์ด โจนส์ยังคงยืนอยู่ใกล้กันกับผู้หญิงที่ร้องไห้อยู่เมื่อกี้ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่จ้องกลับมาที่ผมในแสงดาวสลัวที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา อย่างช้าๆ เขาวางมือลงบนหลังของผู้หญิงคนนั้นแล้วแสยะยิ้ม ตอนนั้นเอง ผมรู้ว่ามันสายเกินไปแล้ว
เขาผลักเธออย่างแรง เธอกรีดร้องอย่างตกใจ ถลำไปข้างหน้าโดยหัวคะมำนำไปก่อน ไปทางผนังมีชีวิตสีส้มซีด กระดูกสันหลังของเธอส่งเสียงเปรียะดังลั่นเมื่อถูกสไลม์โอบกอดแนบแน่น จากนั้นคอของเธอ มันไหลเข้าปากเธออย่างรวดเร็วและง่ายดายและสุดท้ายดึงเอาเนื้อออกจากส่วนฟันของเธอราวกับว่ามันกำลังกินเนื้อติดกระดูก เธอกรีดร้องลั่นไม่หยุดจนสำลักสไลม์ในคอและเงียบไปในที่สุด
ผนังมีชีวิตกินเธอเข้าไปทั้งตัว ตอนนี้มันแสดงสัดส่วนของเธอผ่านพื้นผิวสีส้มซีด คุณมองเห็นส่วนแขนนิดหน่อย และส่วนปากอ้าค้างอยู่กลางผนังที่หิวโหยนั้น
ตอนนั้นเอง ริชาร์ดหัวเราะลั่น เขาหัวเราะและหัวเราะอย่างชอบใจ สำหรับเขาแล้ว เงินมันซื้อความสุขได้จริงๆ เสียด้วย ถึงแม้จะเป็นความสุขที่น่าสยดสยองอย่างที่สุดก็เถอะ
ผมรู้สึกเวียนหัวอยากจะอ้วก
“ริช..ชี่…..” เสียงผู้หญิงครางดังมาจากส่วนลึกที่สุดของผนัง
ผมหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ริชาร์ดหายไปแล้ว อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ปลอดภัย เขาได้สิ่งที่ต้องการและไม่ได้คิดจะทำร้ายผมด้วยอีกคน
“ริช..ชี่…..”
เสียงครางดังอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงในที่สุด ผมทรุดตัวลงกับพื้นสองมือปิดหูท้องไส้ปั่นป่วน ผมไม่อยากเป็นไกด์บ้าๆ นี่อีกต่อไปแล้ว
อีกครั้ง ผมลุกขึ้นแล้วออกวิ่ง ไม่ได้หันกลับไปมองอีก ผมวิ่งขึ้นบันไดอย่างเร็วจนรู้สึกเหมือนขาจะพับเสียให้ได้ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว คืนพิพิธภัณฑ์เปิดมักจะยาวนานและน่าหวาดกลัวเสมอ เรื่องแบบนี้ไม่เคยคุ้มค่าเงินที่ได้มาเลย ผมเข้าไปแอบในห้องพักภารโรงที่ชั้นสอง พลางมองผ่านรอยแตกของประตูเป็นครั้งคราวเผื่อมีใครหรือตัวอะไรตามมา
พอพวกคนรวยนิสัยเสียพวกนั้นพากันชมสถานที่นี้จนหนำใจแล้ว ผมได้ยินเสียงริชาร์ด โจนส์พูดเล่นเรื่องผู้หญิงในผนัง พวกเขาหัวเราะกันสนุกสนาน ก่อนพากันเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์ กลับไปสู่ชีวิตคนรวยด้วยเครื่องบินส่วนตัวของพวกเขา
พอเวลาเที่ยงคืนมาถึง มาเรียตหลับแล้ว และผมปิดเปลือกตาพลาสติกของเธอลงอีกครั้ง จากนั้นกวาดเศษแก้วแตกบนพื้นเพื่อเตรียมการซ่อมแซมต่อไป
ผมได้รู้ผ่านการทำงานที่นี่ ว่าฝันร้ายไม่ใช่ผนังมีชีวิตกินคน แต่เป็นความเลือดเย็นของมนุษย์ที่เข้าชมมันต่างหาก เกมที่พวกเขาเล่นและความโหดร้ายเพื่อความสนุกสนานของพวกเขา
หลังจากนั้นทุกวันมาเรียตยังคงเดินไปมาที่โถงทางเดินในตอนกลางคืน เพราะตอนนี้กรงขังทำด้วยแก้วของเธอแตกแล้ว บางทีผมอาจจะยังเลิกทำงานนี้ไม่ได้ เพราะต้องซ่อมแซมทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน
เธอเดินช้าเอามากๆ ตาใสเหมือนแก้วมองไปทางซ้ายทีทางขวาที บางครั้งกลอกตาขึ้นบนจนเห็นแต่ตาขาว หัวเอียงซ้ายขวาไม่หยุด เธอมองหาพลาสติกเพิ่ม เธออยากได้พลาสติกเพิ่มเพื่อเอาใจพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อเธอจะได้เป็นการจัดแสดงที่สมบูรณ์แบบ กิก-กิก-กิก
ก่อนจะปิดประตูหน้าหนาหนัก ผมมองไปรอบห้องโถงใหญ่อย่างระแวดระวัง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กว้างขวางและอันตราย ในใจคิดไปถึงตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ตอนที่ผมแค่ต้องเอาใจแขกด้วยการโชว์แมลงแปลกๆ ให้พวกเขาดูเท่านั้น ผมทำงานที่นี่มานานมากแล้ว มีเรื่องราวน่ากลัวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ อาทิตย์หน้า จะมีคนรวยอีกหลายคนมาเยี่ยม ผมว่า ผมอาจมีเรื่องอื่นมาเล่าให้พวกคุณได้ฟังกันอีก
(โปรดิดตามตอนต่อไป...)
***********************
**Special thanks to ICSIMPSON, the author of the original story. You are awesome! 😍😘


0 ความคิดเห็น