ตอนที่ 3
ผมยังคงติดอยู่บนถนนไร้จุดหมายปลายทาง ถ้าคุณไม่รู้ว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ คุณควรเริ่มอ่านตอนแรกที่นี่: https://cantsleep101.blogspot.com/2021/08/carter.html
เราจ้องไปที่ไฟหน้าขณะมันเล็กลงทุกทีเมื่ออยู่ห่างออกไป คาร์เตอร์เอาศอกกระทุ้งซี่โครงผมพยายามปลุกผมตื่นจากภวังค์แล้วตะโกน “อย่าปล่อยให้พวกนั้นหนีไปได้ พวก!” เขาชี้ออกไปนอกหน้าต่างอย่างกับว่าเพิ่งเห็นปลาวาฬ
ผมเหยียบคันเร่งจมพื้น เจ้าไซออนคันจิ๋วทะยานจากสามสิบไมล์ต่อชั่วโมงเพิ่มเป็นแปดสิบไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาไม่ถึงสิบวินาที แสงไฟของรถคันหน้ายังแจ่มชัดในความมืด คาร์เตอร์หัวเราะอย่างมีความสุขพลางใช้มือตีข้างตัวรถ ผมเตือนให้เขาใจเย็นลงหน่อยแล้วเร่งความเร็วขึ้นไปที่ร้อยไมล์ต่อชั่วโมง รถสั่นอย่างแรงและพวงมาลัยทำมือผมชาไปหมด
“เร็วเข้าพวก เร็ว!” คาร์เตอร์ตีข้างรถไม่เลิก อย่างกับว่าเขากำลังขี่ม้าและตบข้างตัวมันเพื่อเร่งความเร็ว เขาโยกตัวขึ้นลงในที่นั่ง ส่วนผมเองกัดฟันกรอด
ตอนนี้ร้อยสิบไมล์ต่อชั่วโมง พวงมาลัยรถในมือผมสั่นอย่างแรง ไฟข้างหน้าดวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอความเร็วถึงร้อยสามสิบไมล์ ผมเหลือบตามองข้างทางที่ต้นไม้และต้นข้าวโพดบินผ่านตาอย่างรวดเร็วสลับกัน เดี๋ยวป่า เดี๋ยวไร่ข้าวโพดไม่หยุด
“เร็วเข้าพวก!” คาร์เตอร์ชี้ไปที่รถข้างหน้าขณะเราวิ่งจี้ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ปากแสยะยิ้มเหมือนคนเสียสติ “เราต้องตามไอ้พวกบ้านั่นให้ทัน พวกเค้าจะได้พาเราออกไปจากที่นี่”
ผมปวดแขน กล้ามเนื้อน่องผูกเป็นปม และต้องใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อยึดรถให้ตรงทาง ไซออนเร่งความเร็วขึ้นแต่เข็มมาตรวัดความเร็วไปไกลสุดเท่าที่จะทำได้และไปหยุดที่ 150
กันชนเกือบชนกันตอนคาร์เตอร์ตะโกน “อ้อมไปกันหน้าไว้!” ผมบอกไม่ได้ว่ารถข้างหน้ายี่ห้ออะไร มันเป็นรถซีดานสีดำทื่อๆ อึมครึม ไม่มีป้ายทะเบียนหรือยี่ห้อผู้ผลิตที่ชัดเจน ภายในเป็นสีดำสนิทและไฟหน้ามืดสนิท ผมแทบมองหน้าคนขับไม่เห็นด้วยซ้ำ
พวกเราขยับขึ้นเทียบข้างรถคันนั้นจนใกล้พอมองเห็นที่นั่งคนขับ ไฟแผงควบคุมรถสว่างจางๆ เผยให้เห็นใบหน้าคนขับ และเขาหันมาทางเรา ปากฉีกยิ้มกว้างอย่างน่ากลัว
“ไม่ๆๆๆ เป็นไปไม่ได้!” คาร์เตอร์ร้องด้วยความหวาดกลัว
ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นเจสันยิ้ม มือซีดวางบนพวงมาลัย และรถลอยไปตามทางอย่างง่ายดาย ผมเผลอยกเท้าออกจากคันเร่ง เจ้าไซออนสั่นสะเทือนรุนแรงเซออกข้างทางและรถคันข้างหน้าไกลพวกเราออกไปแล้วหายวับกลืนไปกับความมืดภายในไม่กี่วินาที
“ไม่.. ไม่นะ..” คาร์เตอร์ใช้เล็บขูดประตูเหมือนสัตว์ติดอยู่ในกรง
ผมปล่อยให้รถชะลอความเร็วลงจนหยุดอยู่กลางถนนในที่สุด คาร์เตอร์รีบออกจากรถก่อนรถจะจอดสนิทแล้วเริ่มร้องตะโกนเสียงดัง
“เจสัน…” ผมพูดออกมาดังๆ แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง มันไม่สมเหตุสมผลเอาเลย
เจสันเป็นหนึ่งในเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ด้วยกันกับพวกเราตอนเรียนปีสอง เขาเป็นคนเงียบๆ เก็บตัว ไม่ชอบปาร์ตี้ เขาชอบเพลงคลาสสิคขณะที่พวกเราชอบฟังร็อคและแรพ พวกเราไม่รู้ว่าทำไมเจสันถึงคิดอยากมาอยู่ร่วมบ้านกับเรา เพื่อนผมส่วนมากจำหน้ากับชื่อเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ผมจำเขาได้ ตอนพวกเราจับคู่กันในอะพาร์ตเม้นว่าใครอยู่กับใคร เจสันนั่งอยู่เงียบๆ อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใจจะขาด แต่สุดท้ายแล้วก็เหลือเขาคนเดียวที่ไม่มีใครเลือก
หลังจากนั้นไม่นาน เขาย้ายไปเรียนต่างมหาวิทยาลับและไม่มีใครสังเกตเห็นด้วยซ้ำ ประมาณสองสามปีผ่านไป ผมบังเอิญได้ไปเจอกับเพื่อนที่กลายเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้น และเขาบอกผมว่าเจสันขับรถชนเสาไฟฟ้าตายคาที่
มือผมยังสั่นจากความทรงจำเกี่ยวกับเจสัน ผมลงจากรถแล้วเดินไปยืนข้างคาร์เตอร์ที่ริมไร่ข้าวโพด คาร์เตอร์หยุดตะโกนแล้ว ตาเหม่อมองไปยังความมืดมิดตรงหน้า
“นั่นมันเจสัน เด็กเรียนสมัยเราอยู่ปีสอง” ผมมองไร่ข้าวโพดมืดมิดตรงหน้าและรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังมองกลับมา
“เจสันเหรอ?” คาร์เตอร์ตอบลอยๆ ความสนใจของเขาอยู่ที่เงาวูบวาบไกลออกไปในความมืด
“ใช่ สมัยเราอยู่ปีสองไง” ผมหันไปหาคาร์เตอร์ เห็นเขาน้ำตาคลอ
“ฉันก็เคยคุยกับหมอนั่นอยู่ครั้งนึง ว่าแต่.. เขามาเกี่ยวอะไรด้วย นายพูดถึงเขาทำไม?”
“ก็เขาเป็นคนขับรถคันเมื่อกี้” ผมพูดเสียงสั่น
“เปล่าเสียหน่อย นั่นไม่ใช่เจสัน” คาร์เตอร์ใช้สองมือบีบขมับแรงๆ อย่างกับว่าถ้าบีบแรงพอ เขาจะกำจัดความทรงจำที่เลวร้ายออกไปจากกหัวได้
“เดี๋ยวนะ แล้วนายเห็นใครกัน?” ผมถามพลางกลั้นหายใจ
“ฉันเห็น.. ทาชี่” คาร์เตอร์พูดพลางสะอื้น ผมจ้องหน้าคาร์เตอร์ กระพริบตาเร็วๆ ด้วยความงุนงงเมื่อได้ยินชื่อของนาตาชา นึกอยากกอดคาร์เตอร์เพื่อปลอบใจเขาแต่ไม่ได้ทำ ผมรีบหันกลับไปมองที่ถนนมืด ใจนึกภาพผีนาตาชาวิ่งตรงมาหาเรา ปากกรีดร้องโหยหวน...
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
----------------------------------------



0 ความคิดเห็น